กมธ.พัฒนาการเมือง วุฒิสภา เสนอรายงาน“กระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรี-เป็นธรรม”ชงแก้ไขกม.ปฏิรูปการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ทั้งรธน.-กกต.-สส.เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ทางประชาธิปไตย
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานการพิจารณาเรื่อง รายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่พิจารณาเสร็จแล้ว
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธานกมธ. รายงานว่า รายงานฉบับนี้เกิดจากความตั้งใจในกมธ. 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.ข้อกังวลต่อเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม และนักวิชาการ ว่าอาจจะไม่เสรีและไม่เป็นธรรม นับตั้งแต่การเลือกตั้งสส.ปี 2562, 2566, 2569
และ2.รายงานการจัดอันดับเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองในปี 2568 โดยฟรีดอมเฮาส์ องค์กรที่ไม่แสดงหาผลกำไร พบว่าประเทศไทยมีคะแนนด้านเสรีภาพเพียง 34 คะแนนจาก100 คะแนน ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรี
น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า ได้จัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งรวม 3 ฉบับ คือ 1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กมธ.ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นสำคัญ 6 ประการเพื่อสร้างรากฐานทางกฎหมายใหม่คือ
1.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 90 กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขประจำพรรคการเมืองทั่วประเทศ เพื่อลดความสับสนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและส่งเสริมการแข่งขันเชิงนโยบาย
2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 91 กำหนดให้พรรคที่จะได้รับการจัดสรร สส.บัญชีรายชื่อต้องมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำเพื่อสร้างเสถียรภาพและคุณภาพของพรรคการเมืองในรัฐสภา
3.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 95 อนุมาตราสาม ขยายสิทธิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเลือกได้ในพื้นที่ที่พำนักจริงโดยไม่ต้องย้ายทะเบียนบ้าน
4.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 218 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกคัดสรรโดยคณะกรรมการสรรหาแยกออกจากองค์กรอิสระอื่นและเพิ่มมาตรา 218/1 ฟื้นฟูสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คนให้สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภาลงมติถอดถอนกกต.ออกจากตำแหน่งได้ โดยต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2ใน 3 ของที่ประชุมรัฐสภา
5.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 222 เปลี่ยนองค์กรผู้ให้คำแนะนำในการแต่งตั้งกกต.จากเดิมเป็นวุฒิสภา เป็นรัฐสภาเพื่อให้มีความยึดโยงกับตัวแทนของประชาชนอย่างครอบคลุม
6. เพิ่มเติมมาตรา 222/1และ 222/2 ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเช่น นวัตกรรมเทคโนโลยี สื่อสารมวลชน บัญชี เศรษฐศาสตร์ และภาคประชาสังคม
2.แก้ไขร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ในส่วนนี้ กมธ.ได้จัดทำข้อเสนอแก้ไขใน 4 ประเด็นคือ
1.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ได้ขยายเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงที่มาของกกต.
2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 เสนอให้ขยายโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตำแหน่งโดยปรับลดเกณฑ์อายุของกกต.ขั้นต่ำจาก 35-70 ปี
3.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาของกกต. ให้ยึดโยงกับประชาชนและมีดุลยภาพมากขึ้น
4.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 22 อนุมาตรา 3 ปรับปรุงการจัดทำคำวินิจฉัยโดยจะต้องระบุข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและจะต้องเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผ่านสาระสนเทศน์ภายใน 7 วัน
3.แก้ไขร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. ซึ่งในส่วนนี้ได้มีข้อเสนอแก้ไขเพื่อยกระดับความสะดวกและเป็นธรรมใน 6 ประเด็นคือ
1.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 26 ปรับปรุงการกำหนดให้ราษฎรแต่ละเขตต้องมีความใกล้เคียงกันโดยมีผลต่างไม่เกินร้อยละ 5
2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 27 เพิ่มการบังคับไม่ให้แยกพื้นที่ตำบลออกจากกันโดยคำนึงถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์
3.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 41 กำหนดให้กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จและรายงานกลับภายใน 3 วัน
4.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 48 และมาตรา 56 เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อและแจ้งความประสงค์ต่อกกต. เพื่อจับฉลากกำหนดหมายเลข ประจำพักก่อนวันรับสมัครสอสอแบบแบ่งเขตเพื่อให้พรรคการเมืองมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ
5.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 76 เพิ่มการยกเว้นสำหรับการกระทำที่เป็นประโยชน์สาธารณะเพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดยานพาหนะรับส่งคนพิการหรือผู้สูงอายุไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรมและปราศจากการครอบงำ
6.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 128 การปรับเกณฑ์คำนวณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ
“ข้อเสนอกฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงเทคนิค แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศน์ทางประชาธิปไตยใหม่ เพื่อแก้ไขตั้งแต่โครงสร้างองค์กรกระบวนการจัดการบริหารไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเท่าเทียม” น.ส.อชิรญา กล่าว