ผอ.JIC ย้ำ “ผลประโยชน์ชาติต้องมาก่อน” ความมั่นคงต้องไม่ทิ้งประชาชน ยืนยันการรักษาผลประโยชน์ชาติไม่จำเป็นต้องสร้างความเกลียดชัง
วันที่ 22 ก.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกระแสถกเถียงเรื่อง “รักชาติ ชาตินิยม” และข้อเสนอปิดด่านหรือลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านว่า ทุกมาตรการของรัฐต้องตอบให้ได้ว่า สามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนได้จริงหรือไม่ โดยต้องอยู่บนข้อเท็จจริง กฎหมาย การประเมินภัยคุกคาม และผลประโยชน์ชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาว
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า “ผลประโยชน์ชาติ” ไม่ได้หมายถึงความมั่นคงทางทหารเท่านั้น แต่รวมถึงอธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน เศรษฐกิจ การค้าชายแดน ตลอดจนสถานะและความน่าเชื่อถือของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ด่านชายแดนเป็นหนึ่งในเครื่องมือด้านความมั่นคง หากข้อมูลชี้ว่าการเปิดด่านสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน กำลังพล หรืออธิปไตย รัฐสามารถใช้มาตรการได้ตั้งแต่เพิ่มการตรวจสอบ จำกัดเวลา จำกัดประเภทการผ่านแดน ไปจนถึงปิดด่าน แต่ทุกมาตรการต้องพิจารณาว่า ทำเพื่ออะไร ได้ผลอย่างไร ใครได้รับผลกระทบ และจะปรับมาตรการอย่างไรเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
“โจทย์จึงไม่ควรมีเพียงว่า ‘เปิดหรือปิด’ แต่ควรถามว่า มาตรการใดปกป้องประเทศไทยได้ดีที่สุด โดยสร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็นต่อประชาชนให้น้อยที่สุด”
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า การจำกัดหรือปิดด่านกระทบผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน และประชาชนชายแดน ซึ่งหลายคนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งหรือมีส่วนทำให้เกิดปัญหา ชีวิตของคนชายแดนผูกพันกับการค้าขาย การเดินทาง การทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน การจำกัดด่านจึงไม่ได้กระทบเฉพาะตัวเลขการค้า แต่กระทบถึงรายได้และชีวิตประจำวันของคนจริง ๆ
ดังนั้น การยึด ผลประโยชน์ชาติต้องมาก่อน ไม่ได้หมายถึงการมองข้ามความเดือดร้อนของประชาชน เพราะความเป็นอยู่ของประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ชาติ หากจำเป็นต้องใช้มาตรการด้านความมั่นคง รัฐควรประเมินผลกระทบและแนวทางช่วยเหลือหรือเยียวยาควบคู่กัน ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่างความปลอดภัยกับปากท้อง หน้าที่ของรัฐคือทำให้ประชาชนมีทั้งสองอย่างให้ได้มากที่สุด
สำหรับแนวคิด “ความมั่นคงต้องมาก่อนความมั่งคั่ง” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากมีภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชนหรืออธิปไตย ความมั่นคงย่อมมีน้ำหนักสูง แต่ในระดับยุทธศาสตร์ ไม่ควรทำให้ความมั่นคงกับเศรษฐกิจต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงก็เป็นองค์ประกอบของความมั่นคงแห่งชาติ
ส่วนการลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐมีเครื่องมือหลายระดับ ทั้งการทูต การทหาร การค้า กลไกชายแดน และช่องทางสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยต้องกำหนดวัตถุประสงค์และประเมินผลกระทบให้ชัดเจนเราอาจไม่ไว้วางใจการกระทำบางอย่างของอีกฝ่าย แต่ไม่ควรเปลี่ยนความไม่ไว้วางใจนั้นให้กลายเป็นความเกลียดชังต่อประชาชนอีกประเทศหนึ่ง”
ผอ.JIC ย้ำว่า ทุกมาตรการควรตอบให้ได้ว่า ประเทศไทยได้อะไร ประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่ อธิปไตยและผลประโยชน์ชาติได้รับการคุ้มครองหรือไม่ และสามารถอธิบายได้บนหลักกฎหมายและต่อประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมย้ำหลักการรับมือสถานการณ์ไทย–กัมพูชาว่า ต้องหนักแน่นเรื่องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ควบคู่กับการรักษาช่องทางเจรจา ใช้กลไกที่มีอยู่ และดำเนินการบนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย
“ความอดกลั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ การเจรจาไม่ใช่การยอมแพ้ การรักษาผลประโยชน์ชาติไม่จำเป็นต้องสร้างความเกลียดชัง หลักการ ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ใช้ข้อเท็จจริงเป็นฐาน ใช้กฎหมายเป็นกรอบ ดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และไม่ปิดประตูการเจรจา”
