ภัณฑิล ฉะ‘โสภณ’ ไม่ส่งคณะเข้าร่วมประชุม APA ทำไทยเสียเปรียบกัมพูชา จี้รับผิดชอบผลการกระทำ ซัดทำแต่เรื่องหยุมหยิม ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 6 พ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงถึงความเสี่ยงของไทยจากการที่ประธานรัฐสภาไม่ส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมัชชารัฐสภาเอเชีย (APA) ว่า เป็นความเสี่ยงต่อจุดยืนของไทยที่มีต่อประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา
ในการประชุมสมัชชารัฐสภาเอเชียครั้งนี้ กัมพูชาใช้เวทีนี้นำเสนอเรื่องชายแดนและมรดกวัฒนธรรม เดิมกำหนดจะส่งตัวแทนไปอยู่แล้ว โดยมี สว.เป็นหัวหน้าคณะและมีตนเป็นรองหัวหน้าคณะ แต่ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มีดำริงดเดินทาง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะมีชื่อของตนหรือไม่ ที่ไปในนามรองหัวหน้าคณะ ประธานรัฐสภาอาจจะไม่ค่อยอยากให้ฝ่ายค้านมีบทบาท หรือกันไม่ให้ฝ่ายค้านไปมีบทบาทในเวทีต่างประเทศหรือไม่
“กัมพูชาใช้เวทีนี้อย่างเต็มที่ แต่ไทยได้อะไรจากดำริของนายโสภณ คิดน้อยไปหรือไม่ หรือไม่รอบคอบ เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญ อาจดูเหมือนว่าการประชุมครั้งนี้เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์วัฒนธรรมทั่วไป แต่เมื่อมาดูถ้อยแถลงของกัมพูชา มีทั้งเรื่องการปะทะกันตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ปราสาทพระวิหาร และประเด็นอธิปไตย จึงหวังว่าแถลงการณ์ของเขาจะเป็นรูปแบบปกติที่เคยแถลงในทุกเวทีต่างประเทศและคงจะไม่ถูกขยายผลไปในเวทีโลก” นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ในส่วนของไทย สำนักองค์การรัฐบาลระหว่างประเทศ กำลังร่างคำแถลงการณ์ไว้แล้ว ที่จะตอบโต้แล้วส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ขณะนี้รอประธานรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง
ประเทศไทยเสียโอกาสปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ เพราะกัมพูชาได้อ้างการทำความเสียหายต่อเขาพระวิหารมาเชื่อมกับการปะทะชายแดนและอธิปไตยของกัมพูชา ถ้อยแถลงนั้นถูกแนบไว้ในรายงานการประชุมให้ทุกคนได้อ่าน และอ้างต่อได้ หัวหน้าคณะกัมพูชายังได้รับเลือกเป็นรองคณะกรรมาธิการในการประชุมครั้งนี้ และมีการขอจัดเวทีสมัชชารัฐสภาเอเชียที่กัมพูชาด้วย ส่วนรายงานบัญชีผู้เข้าร่วมที่ผู้จัดเผยแพร่ไม่มีรายชื่อประเทศไทย
“เราจะประหยัดค่าเดินทางหลักแสน ส่งคนไปมีเจ้าหน้าที่อีก 2-3 คน เสียมากเสียน้อย คำกล่าวของกัมพูชาอยู่ในรายงานแล้ว แต่ข้อมูลของไทยอยู่ไหน เราไม่ได้ไป defence เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าแค่คณะผู้แทนไม่ได้เดินทาง ประเทศไทยยังขาดโอกาสที่จะมีผู้แทนในห้องเดียวกันกับคนที่กำลังรับฟังเรื่องของเรา รับฟังประเด็นตรงนั้นขอเข้าไปหารือ และขอนำเสนอข้อมูลของไทย
ฝ่ายกัมพูชาได้พูด แต่เรากลับไม่มีตัวแทน แล้วออกถ้อยแถลงทีหลัง นี่คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องให้ข้อเท็จจริงของไทยไปสู่คนที่กำลังฟังเรื่องของไทยด้วยไม่ใช่ปล่อยให้กัมพูชาพูดอยู่ฝ่ายเดียว”นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ประธานรัฐสภาต้องมองถึงความเสี่ยง และงานตรงนี้คือผลประโยชน์ของประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน คำตอบที่ผู้แทนได้รับควรมีมากกว่าคำสั้นๆว่าให้งดเดินทาง
“นายโสภณ เป็นประธานรัฐสภา ตำแหน่งนี้ต้องทำให้ผู้แทนประชาชนทำงานได้และต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำใดที่กระทบงานนี้ด้วย ยิ่งเวทีนี้นำเสนอประเด็นอ่อนไหว ประเด็นชายแดน ความรับผิดชอบของประธานสภาฯ ยิ่งหนักขึ้น เราต้องการเห็นว่าประเทศไทยรักษาพื้นที่ อธิบายข้อเท็จจริงว่าอย่างไร”นายภัณฑิลกล่าว
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า เมื่อคณะผู้แทนที่พร้อมเดินทาง แต่ได้รับดำริจากนายโสภณว่าให้งดเดินทาง นายโสภณก็ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ด้วยตัวเองว่าการตัดสินครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสมากน้อยเราจะแก้อย่างไร
“ผมขอพูดเรื่องรักชาติ ท่านประธานชอบที่จะให้ยืนเคารพธงชาติ นั่งอยู่ Food Court เจ้าหน้าที่ก็ต้องยืนขึ้น ทีเรื่องแบบนี้ที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศกลับไม่ทำ ไปจังเลยเต้นแอโรบิก เกณฑ์คนกันไป แต่เรื่องชายแดนอธิปไตย และภาพรวมประเทศในสายตาผู้แทนต่างประเทศ ต้องไม่ถูกลดทอนความสำคัญ รับผิดชอบต่อประเทศด้วย ประชาชนต้องเห็นว่าประธานสนับสนุนงานของประเทศให้เดินหน้า ไม่ใช่ไปดูเรื่องหยุมหยิม”นายภัณฑิลกล่าว
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า หน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา (IPU) และสมัชชารัฐสภาอาเซียน ก็ไม่มีสัดส่วนของฝ่ายค้านเพราะไม่ยอมเรียกประชุม มีการประชุมร่วมไป 2-3 ครั้ง อาจจะอ้างว่าเป็นเรื่องเล็กแต่เป็นเรื่องสำคัญในการให้เพื่อนสมาชิกไปดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ เช่นสารพิษในแม่น้ำกก ค้ามนุษย์ แรงงานเด็กข้ามชาติ
“คิดแต่จะกีดกันฝ่ายค้าน ผมว่าท่านหยุมหยิมไป อันนี้มันเป็นผลประโยชน์ของประเทศ จึงฝากเรียกร้องไปยังประธานสภา ให้รอบคอบเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน แต่เป็นผลประโยชน์ของประเทศจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง”นายภัณฑิลกล่าว