เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 14 ก.พ. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เครือข่ายญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมือง เมษา-พฤษภา 53 จัดเสวนาเรื่อง “แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร วาทกรรม ปรองดองหรือลบลืม” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น.ส.กมลเกด อัคฮาด ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์พฤษภา 53 นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อนายจตุรภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112
พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า วันนี้ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องคน แต่เป็นหลักการ เช่น การไม่เป็นประชาธิปไตย และยุทธศาสตร์การปรองดองต้องทำทันทีมี 6 ข้อ ได้แก่ 1.ให้สังคมตระหนักรู้ว่าสาเหตุความขัดแย้งเกิดมาจากอะไร 2.การหาความจริงต้องมีการเปิดเผย 3.การอำนวยความยุติธรรม ตนมองว่าควรทำเป็นอันดับแรก ขณะนี้ สนช. กำลังผลักดันอยู่ 4.การเยียวยาต้องให้ทั่วถึงอย่างเสมอภาค ซึ่งมีทั้งเงิน และไม่ใช่เงิน ซึ่งต้องออกเป็นกฎหมาย ไม่ใช่แค่มติ ครม. แบบที่ผ่านมา
พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า 5.เปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างมาได้คุยกัน ให้ถกเถียงกันได้ วันนี้ยังไม่มี 6.ตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ยหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น วันนี้ควรจะเป็นใคร ต้องมีการเสนอชื่อที่หลากหลาย ไม่ซ้ำเหตุการณ์เพราะความขัดแย้งมีหลายส่วน ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นตัวกลางได้
นางพะเยาว์ กล่าวว่า ยอมรับว่าอึดอัดมากที่ผู้มีอำนาจออกมาเสนอเรื่องปรองดอง คำถามแรกคือประชาชนอยู่ตรงไหนในการปรองดอง ทำไมไม่มีการให้ความสำคัญกับประชาชนอันดับแรกก่อน แล้วประชาชนที่สูญเสีญในเหตุการทางการเมืองกว่า 10 ปี ที่ผ่านมาจะทำอย่าไร หลายท่านบอกไม่ต้องพูดแล้วกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ให้มองไปข้างหน้า แล้วทำไมจะพูดไม่ได้ ลูกตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต จะให้ลืมๆไป แล้วให้ปรองดองกับใคร ลูกตนไม่ใช่คนร้าย เขาเป็นอาสาสมัครพยาบาลที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชน
นางพะเยาว์ กล่าวต่อว่า หัวหน้าคสช. และคณะ ไม่เคยอยากฟังใครเลย มีท่าทีปฏิเสธตลอดเวลา แบบนี้ไม่มีทางปรองดองได้ อีกทั้งคณะกรรมการปรองดองที่ตั้งขึ้นมามีทหารเกินครึ่ง เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนโดยตรง แล้วจะปรองดองอย่างไร ตนไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ เชื่อว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ที่ผ่านมามีทั้งการอุ้ม การล้มเวทีเสวนา มีการจับกุมดำเนินคดี ถ้าบรรยากาศแบบนี้ยังมีอยู่ ไม่มีทางปรองดองได้ รัฐบาลต้องให้เกียรติประชาชนก่อน ไม่ใช่มัวไปว่านักการเมืองมีปัญหาอย่างเดียว
“ความยุติธรรมเวลานี้เหมือนคนพิการ ก่อนหน้านี้มีการเสนอ นโยบาย 66/23 มา ดิฉันบอกเลยว่า อย่าลืม 99/53 ด้วย เพราะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้สั่งการสลายการชุมนุมก่อน ประชาชนถึงจะยอมรับกระบวนการปรองดองได้” นางพะเยาว์ กล่าว
นายวิบูลย์ กล่าวว่า ไผ่ ดาวดิน มีหน้าตายิ้มแย้มร่าเริงแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เขายิ้มทุกครั้งที่มีใครมารังแก ยิ้มจนผู้มีอำนาจมองไปว่าเขาท้าทายอำนาจ การถูกดำเนินคดีกับไผ่ ดาวดินที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐประหาร 2557 เขาต้องคดีเป็นครั้งที่ 5 แล้ว ถ้ามองในฐานะนักต่อสู้ถือว่าธรรมดา แต่ว่าถ้าเกิดกับประชาชนไม่ถือว่าธรรมดา แปลว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา เวลานี้ไม่ใช่เรื่องการคิดว่าจะแพ้หรือชนะ การต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องระยะยาว ยิ่งมีวาทะกรรมปรองดองตอนนี้ยิ่งต้องพูดเรื่องสิทธิฯ เพราะผู้มีอำนาจที่อยากให้ปรองดองไม่เคยเคารพสิทธิมนุษยชนประชาชนเลย
นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องไผ่ ดาวดิน ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เหมืองทองคำที่เลย ผู้มีอำนาจนั่งประชุมปรองดองในห้องแอร์ แต่ในพื้นที่ชาวบ้านยังถูกทำร้าย ทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การปรองดองครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และที่ผ่านมามีแต่คำสวยหรู ตนไม่ปฏิเสธการปรองดอง แต่ถ้าไม่คิดถึงหลักการก็จะล้มเหลว
นางอังคณา กล่าวว่า วันที่ 22 พ.ค.2557 ทหารรัฐประหารเข้ามาอ้างว่าเพื่อสร้างความปรองดองให้คนในชาติ กระทั่งวันนี้เป็นรัฐบาลถือว่าเป็นพันธะสัญญา แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เราจะต้องยอมรับความแตกต่าง อดทนต่อความหลากหลายให้ได้ และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แถลงกันอย่างมากที่สุด รัฐบาลต้องสร้างบรรยากาศให้ประชาชนไม่รู้สึกหวาดกลัวในการแสดงความเห็นทางการเมืองได้ นี่เป็นขั้นตอนแรกที่ต้องทำก่อนจะเข้าไป
นางอังคณา กล่าวอีกว่า กระบวนการปรองดอง ต้องยอมรับข้อมูลข้อเท็จจริง ในหลักสากลการเปิดเผยความจริงเป็นสิทธิของผู้สูญเสีย และตามมาด้วยการเยียวยาชดใช้ และสร้างหลักประกันว่าเหตุการณ์ละเมิดสิทธิจะไม่เกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมาสังคมไทยโดยเฉพาะผู้มีอำนาจไม่ยอมรับความจริง และไม่ยอมรับผิดหรือรับโทษ แต่จะข้ามไปนิรโทษกรรมอย่างเดียว ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นตอนสุดท้ายของการปรองดอง
“การไม่รับโทษของเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถการันตีได้ว่าความรุนแรงโดยรัฐจะไม่เกิดขึ้นอีก และจะยิ่งกลายเป็นวัฒนธรรมผู้ทำผิดลอยนวล ไม่มีที่ไหนในโลกใช้กฎหมายบังคับให้คนมารักกัน ต้องเริ่มจากคนต้องมีอำนาจเท่ากันก่อน คำถามที่อยากถามกรรมการปรองดองคือถ้าสาเหตุของความขัดแย้งมาจากการรัฐประหารแล้วจะทำอย่างไร” นางอังคณา กล่าว