“พิชัย” ชี้ หมดยุคเผด็จการ แนะ กกต.กลับมารับใช้ประชาชน สร้างความมั่นใจจากต่างชาติ

“พิชัย” ชี้ หมดยุคเผด็จการ แนะ กกต.กลับมารับใช้ประชาชน สร้างความมั่นใจจากต่างชาติ

หมดยุคเผด็จการ – วันที่ 8 เม.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว. พลังงาน กล่าวว่า อยากขอเตือนให้หน่วยงานราชการ และองค์กรอิสระ ได้ปรับตัวรองรับประเทศที่เข้าสู่โหมดประชาธิปไตยแล้วหลังจากมีการเลือกตั้ง อย่าได้พยายามรับใช้เผด็จการอีก และต้องเลิกความคิดจะเป็นเผด็จการด้วย การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งแล้วเกิดปัญหา และความคลางแคลงใจมากมายในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ แต่กลับไปฟ้องร้องคนวิพากษ์วิจารณ์ กกต. ทำตัวเองเหมือนเป็น คสช. ที่คนแตะต้องไม่ได้นั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

หาก กกต.ทำงานได้ดีไม่มีข้อผิดพลาดจำนวนมากเหมือนที่เป็นอยู่ คนวิพากษ์วิจารณ์ก็คงไม่มีใครเชื่อ ดังนั้นอยากให้ กกต.ได้ปรับความคิดเลิกอิงแนวคิดเผด็จการ ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์และหาทางปรับปรุงแก้ไข และ สร้างความโปร่งใสเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา เพราะขณะนี้ความน่าเชื่อถือของ กกต. แทบจะไม่เหลือแล้ว และยังเที่ยวฟ้องร้องคนอื่นอีกก็ยิ่งจะเสื่อมมากขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานราชการก็ต้องปรับความคิดเลิกรับใช้เผด็จการ และเลิกคิดแบบเผด็จการได้แล้ว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

การที่กระทรวงต่างประเทศออกมาแถลงว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เชิญทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ไปสังเกตการณ์ที่สถานีตำรวจเอง ก็ไม่ทราบจะแถลงทำไมในเมื่อทูตจากประเทศต่างๆ เป็นห่วงระบบยุติธรรมของไทยและต้องการไปสังเกตการณ์ ไม่ว่าใครเชิญหรือไม่เชิญก็ไม่เห็นต่างกัน กระทรวงต่างประเทศน่าจะสะท้อนความจริงว่าการที่ทูตจากประเทศต่างๆ ไปสถานีตำรวจแสดงว่าพวกเขากังวล และไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรมของไทยใช่หรือไม่ และชี้แจงให้รัฐบาลและ คสช. เร่งแก้ไขภาพพจน์ดังกล่าว

นายพิชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การที่กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันว่า การส่งออกปีนี้จะโต 8 % เพื่อสร้างเครดิตรัฐบาลและคสช. ซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้เลย เพราะการส่งออกติดลบติดต่อกันมา 4 เดือนแล้ว การแถลงข่าวของกระทรวงพาณิชย์ที่แจ้งว่าการส่งออกเดือนก.พ.ขยายตัว 5.9 % แทนที่จะบอกความจริงว่าการส่งออกติดลบ 4.9 % แต่เพราะไปรวมการส่งคืนอาวุธยุทโธปกรณ์ของการฝึกคอบร้าโกลด์ด้วยจึงทำให้กลายเป็นบวก แต่ประเทศไม่ได้รับรายได้จริง ควรจะต้องเลิกทำได้แล้วแบบนี้

และที่สำคัญที่สุดกองทัพควรต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่ออกมาสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สร้างความสับสนให้ต่างประเทศคิดว่าหากไม่ได้รัฐบาลตามที่กองทัพคาดไว้อาจจะเกิดการปฏิวัติได้ เรื่องเหล่านี้จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศไทยต่อเนื่องไปอีก หลังจากที่ย่ำแย่กันมากว่า 5 ปีแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้มีการปรับความคิด และการปฏิบัติให้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุดอีก

บทความก่อนหน้านี้เขษมสงกรานต์ ย้อนวันวานวิถีไทย : สตรีข่าวสด
บทความถัดไปป.ป.ส.ปัดเอื้อนายทุน! แจงปมบุกจับมูลนิธิวินิจฉัย กัญชา ยึดของกลางเพียบ