แอมเนสตี้ ร้อง “อาเซียน” คลี่ปมนักข่าวเวียดนาม หลังลี้ภัย และถูกอุ้มหายในไทย!

แอมเนสตี้ เรียกร้องทางการไทยสอบสวนกรณีการลักพาตัวเจือง ซุย เญิ๊ต นักข่าวชาวเวียดนาม พร้อมขอให้ประเทศอาเซียน คุ้มครอง ไม่ให้ผู้ลี้ภัย ถูกส่งตัวกลับ ไปเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในประเทศต้นทาง

ในที่มีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 วันที่ 22-23 มิ.ย.นี้ ที่กรุงเทพมหานคร มีผู้นำและผู้แทนประเทศอาเซียนเข้าร่วมประชุม 10 ประเทศ ประเทศไทยโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ส่งข้อเรียกร้องถึงทางการไทยสอบสวนกรณีการลักพาตัว เจือง ซุย เญิ๊ต นักข่าวชาวเวียดนาม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ให้ลงนามพร้อมให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย 94 กำหนดให้การบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยเป็นอาชญากรรม และกำหนดกรอบกฎหมายและระเบียบราชการที่เข้มแข็ง เพื่อคุ้มครองไม่ให้ผู้ลี้ภัยถูกส่งตัวกลับไปเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและอันตรายถึงชีวิตในประเทศต้นทาง

นายนิโคลัส เบเคลัง ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยว่า เอกสารและข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับ ทำให้เกิดคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของตำรวจไทย ที่มีต่อเหตุการณ์อันนำไปสู่การลักพาตัวของเญิ๊ตที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.62 เวียดนามยอมรับแล้วว่า ในปัจจุบัน เจืองถูกควบคุมตัวอยู่ที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม และต้องเข้ารับการไต่สวนในข้อหาทุจริต

“การลักพาตัวเจือง เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้ ในแง่การบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย ซึ่งมักเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

นายนิโคลัส เปิดเผยว่า หลายประเทศในภูมิภาคกำลังแลกเปลี่ยนตัวบุคคลฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และบุคคลที่หลบหนีการประหัตประหาร ซึ่งเป็นความร่วมมือที่น่ารังเกียจของรัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาค ผู้นำอาเซียนต้องยุติแนวโน้มที่ดิ่งลงเหวเช่นนี้

เจือง ซุย เญิ๊ต นักข่าวชาวเวียดนาม

“เฉพาะไทย เวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซีย ต่างแลกเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองซึ่งเป็นเป้าหมายให้แก่กันและกัน ถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย ในกรณีที่เลวร้ายสุด ดูเหมือนว่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะถูก”อุ้มหาย”ไปจากประเทศที่อยู่ระหว่างการขอลี้ภัย และไปปรากฏตัวในอีกประเทศหนึ่งในฐานะผู้ถูกควบคุมตัวไว้”

นายนิโคลัส กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อกรณีของเจือง ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่จะมีการแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม เจืองถูกลักพาตัวและส่งกลับเวียดนามในเดือน ม.ค. และอีกสองสามเดือนต่อมา ทางการเวียดนามก็ได้ควบคุมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่เป็นชาวไทยเอาไว้ ยังไม่ทราบชะตากรรมและที่อยู่ของพวกเขา ชายไทยทั้งสามคน ได้แก่ สยาม ธีรวุฒิ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และกฤษณะ ทัพไทย ทั้งหมดถูกสกัดจับโดยทางการเวียดนามที่บริเวณพรมแดนเวียดนาม-ลาวเมื่อต้นปี 62 และมีรายงานว่า ได้ถูกส่งตัวให้กับประเทศไทย เมื่อเดือน พ.ค.62

นายนิโคลัส ได้เรียกร้องทางการไทยให้ดำเนินการสอบสวนต่อ กรณีรายงานการหายตัวไปขอเจืองโดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ รอบด้านและไม่ลำเอียง ความเกี่ยวข้องของตำรวจไทย หากพบว่าเจ้าหน้าที่รายใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว ต้องถูกนำตัวมาลงโทษ

“เรียกร้องทางการไทยให้การลงนามและให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 โดยกำหนดให้การบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยเป็นอาชญากรรม และกำหนดกรอบกฎหมายและระเบียบราชการที่เข้มแข็ง เพื่อคุ้มครองไม่ให้ผู้ลี้ภัยถูกส่งตัวกลับไปเผชิญกับการประหัตประหาร” นิโคลัส กล่าว


 

บทความก่อนหน้านี้รวบ ‘เคว็ด พระแสง’ เอเย่นต์ยานรก เหิมยิงสู้ตร. ก่อนเสียท่าย้อนเข้าบ้านเจอดักจับ
บทความถัดไปสุดหลอน! รับสายแต่ไม่พูด เปิดประตูออกมา ผูกคอดับสยองหน้าห้อง