บี้ปม ปล่อยกู้กรุงไทย ชี้“อุตตม” ไม่เคยแสดงหลักฐานว่าคัดค้าน อดีตอสส.เชื่อยุคนี้รื้อคดียาก

ชี้“อุตตม” ไม่เคยแสดงหลักฐานว่าคัดค้าน ปมปล่อยกู้กรุงไทย

บี้ปม ปล่อยกู้กรุงไทย ชี้“อุตตม” ไม่เคยแสดงหลักฐานว่าคัดค้าน อดีตอสส.เชื่อยุคนี้รื้อคดียาก

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนา “สภาที่สาม The Third Council Speak คดีอุตตม ใครถูก ใครผิด ประชาชนพิพากษา” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35

นายวันชัย บุนนาค ทนายความอิสระ กล่าวตอนหนึ่งว่า สืบเนื่องจากกลุ่มกฤษดามหานคร เป็นลูกหนี้รายใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2537–2546 วงเงินต้นรวมดอกเบี้ย เป็นวงเงินหนี้กว่า 13,000 ล้านบาท

กระทั่งปี 2546 หนี้ก้อนดังกล่าวเป็น NPL หรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารของรัฐ จึงมีหน้าที่เข้ามาแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรให้กิจการดำเนินต่อไปได้ ทางกลุ่มกฤษกามหานคร จึงดำเนินการขอกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย

โดยตั้งวัตถุประสงค์การกู้ 3 ข้อ คือ 1.เพื่อนำไปชำนะหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ วงเงินกู้ 8,000 ล้านบาท 2.เพื่อซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และ3.เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภค 1,400 ล้านบาท รวม 9,900 ล้านบาท ซึ่งในวันที่ 9 ธ.ค.2546 เงินกู้ดังกล่าวได้รับการอนุมัติ โดยมติคณะกรรมการบริหารพิจารณาสินเชื่อในยุคนั้น ซึ่งมีนายอุตตม สาวนายก รมว.คลัง เป็นหนึ่งในกรรมการชุดนั้นด้วย

ต่อมาวันที่ 17 ธ.ค.2546 เป็นการรับรองรายงานประชุมเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2546 ถัดมาเพียง 1 วัน คือวันที่ 18 ธ.ค.2546 มีการเบิกเงินกู้วงเงินชำระหนี้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาปิ่นเกล้า โดยแยกเป็นเช็ค 11 ฉบับ ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร และนำไปชำระคืนธนาคารกรุงเทพ เพียง 4,500 ล้านบาท ที่เหลือ 3,500 ล้านบาท นำไปใช้อย่างอื่นจึงไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการขอกู้

นายวันชัย กล่าวว่า จากนั้น 1 เดือน มีการประชุมติดตามผลของลูกหนี้รายใหญ่ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า นายอุตตม ไม่ได้แสดงท่าทีในการรักษาผลประโยชน์ของรัฐแต่อย่างใด อีกทั้งยังเคยยอมรับในที่ประชุมว่าลูกหนี้ปฏิบัติตามเงื่อนไข

จึงอยากตั้งคำถามถึงนายอุตตม ในฐานะที่อดีตเป็นหนึ่งในกรรมการที่อนุมัติการปล่อยกู้ดังกล่าว ว่าตั้งแต่มีการอนุมัติวงเงินชำระหนี้ เคยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการปล่อยกู้เมื่อไหร่บ้าง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

ขณะที่ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด กล่าวว่า การประชุมเรื่องการปล่อยกู้ดังกล่าวมีการประชุม 3 ครั้ง แม้ว่านายอุตตม จะไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย 1 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีการปรากฎว่านายอุตตม ได้แสดงความเห็นคัดค้าน และแม้ว่านายอุตตม ไม่ได้เข้าประชุม แต่ต้องรู้รายละเอียดการประชุมจากรายงานการประชุม

ทั้งนี้ ภายหลังแม้มีการชี้แจงต่อธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ก็เป็นชี้แจงในช่วงที่มีการปฏิวัติ จึงหาความถูกต้องเป็นธรรมได้ยาก เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ในอำนาจเหนือกลุ่มบุคคลใดในประเทศ

นายอุตตม ไม่ได้แสดงความคัดค้านใดๆเลย และรายงานการประชุมก็ถูกรับรองโดยกรรมการทุกคนโดยไม่มีบันทึกว่ามีการคัดค้าน นายอุตตม ก็ต้องหามาให้ได้ว่ามีหลักฐานอะไรที่ท่านไม่เห็นด้วย การที่ไปพูดที่ไหนก็ตามว่าไม่เห็นด้วย ใครก็พูดได้ เพราะเป็นการพูดภายหลัง” นายชัยเกษม กล่าว

นายชัยเกษม กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายอุตตมไปเป็นพยาน และให้การในศาลว่าไม่เห็นด้วยนั้น การกันเป็นพยานไม่ได้มีอยู่ในกฎหมาย แต่เป็นเทคนิคในการสอบสวนเพื่อหาคนผิดมาลงโทษด้วยการกันคนที่ผิดน้อยที่สุดมาเป็นพยาน เพื่อเอาโทษคนที่ผิดสูงสุดมารับโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่านายอุตตมไม่ผิด

ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนกรณีดังกล่าวไม่จำเป็นต้องกันใครเป็นพยานด้วยซ้ำ สิ่งที่ติดอยู่ในใจตนทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ คือ กระบวนการสอบสวนไม่ว่าในชั้นใดก็ตามไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เพราะมีคนที่มีอำนาจเหนือทุกคนในประเทศ ถ้าคนใจแข็งก็สู้ได้ แต่ถ้าใจไม่แข็งก็ให้เรื่องจบไป

ขณะเดียวกันการที่ไม่เอาชื่อนายอุตตม ใส่ไว้ในสำนวน ก็อยู่ที่อำนาจ และดุลพินิจของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งจากการสอบสวนที่ผ่านมา ผลมักออกมาไม่ตรงไปตรงมานัก อยู่ที่จะไปสะกิดเอาอะไรออกมา

เมื่อถามว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) สรุปสำนวนไม่ตรงกับหลักฐานที่มี นายชัยเกษม กล่าวว่า มีความพยายามเปลี่ยนข้อเท็จจริงในการที่นายอุตตม เข้าไปร่วมอนุมัติเงินกู้ด้วย แต่ไม่มีหลักฐานใดปรากฎที่ธนาคารกรุงไทยเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่การปล่อยเงินกู้จำนวนขนาดนี้จะไม่ระบุหลักฐานอะไรไว้

เพราะเป็นเรื่องที่เป็นความเป็นความตายของทุกคน การที่ คตส.ไปเชื่ออย่างนี้ ตนไม่ให้ราคา เขาจะพูดจะเขียนอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะเราอยู่ในยุคที่บ้านเมืองไม่ปกติ คนที่รู้สึกอึดอัดกับเหตุการณ์นี้ไม่รู้จะพูดอย่างไรเพราะถ้าไม่ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ก็อาจจะถูกทุบแบบจ่านิว คนเลยเลือกที่จะปิดปาก

วันนี้เมื่อปรากฎพยานหลักฐานใหม่ขึ้นมาอาจมีการรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ได้ แต่ในทางคดีนายอุตตม ยังไม่เคยเป็นผู้ต้องหาขนาดถูกสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ดังนั้น ถ้ามองในมุมคดีอาญายังอยู่ในข่ายที่ถูกดำเนินคดีได้ แต่จากความรู้สึกของตน ถ้ายังอยู่ในยุคนี้ ก็อย่าไปหวังเลยว่าจะมีการรื้อคดีนี้ขึ้นมาพิจารณา อย่างไรก็ตามกรณีนี้เป็นที่ประจักษณ์แล้วว่านายอุตตม ไม่ได้มีความซื่อสัตย์ สุจริต จนเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีความสง่างาม จากนี้ก็ให้ประชาชนเป็นผู้พิจารณาเอง

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดล่อง ในฐานะอดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า วันนี้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 243 มีหน้าที่ไต่สวนและมีความเห็น โดยเขียนขยายเรื่อง “จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต ดังนั้น ในอนาคตคดีดังกล่าวคงจะส่งไปป.ป.ช. วันนี้เราต้องยอมรับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกคนควรได้รับการตรวจสอบและชี้แจง

บทความก่อนหน้านี้ฮืฮฮา! ถ่ายติดเลขเด็ด เหนือเศียรพญานาคริมโขง เชื่อพ่อปู่ให้โชค แห่ซื้อเกลี้ยงแผง
บทความถัดไปเห็นแล้วสูน! “อดิศร” เดือด ร่ายกวีตอก “เนาวรัตน์” หลังด่าคนงี่เง่าเลือกนักการเมือง