มุมมองต่อปฏิบัติการ‘ไอโอ’ของรัฐ

 

มุมมองต่อปฏิบัติการ‘ไอโอ’ของรัฐ – ประเด็นปฏิบัติการ‘ไอโอ’ของภาครัฐ ที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สร้างความฮือฮาอย่างยิ่ง ทั้งกรณีกอ.รมน.สนับสนุนงบฯให้เว็บไซต์พูโลนี ที่สร้างความเกลียดชัง เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสันติสุขในภาคใต้

และกรณีกลาโหมตั้งทหารเป็นเจ้าหน้าที่ไอโอ สร้างเพจปลอมเชียร์รัฐบาล โจมตีคนเห็นต่าง โดยใช้งบกองทัพบกดำเนินการ

มีความเห็นจากนักวิชาการด้านการทหาร นักวิชาการด้านสันติวิธี และผู้ทำงานคลุกคลีในพื้นที่

สามารถ ทองเฝือ
ผอ.สถาบันสมุทรรัฐเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มอ.ปัตตานี

เพิ่งมารู้กระจ่างจากการฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อค่ำวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะเดิมอ่านเว็บไซต์นี้แล้วก็ทะแม่งๆ อยู่ สาธารณะได้รู้กันชัดๆ เมื่อฟังอภิปรายและถึงบางอ้อ ทั้งที่ตะขิดตะขวงใจมานานแล้วว่าลงแต่เรื่องเสียดสี แนวที่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ไม่กรอง เมกสตอรี่ขึ้นมา

ไม่น่าจะเป็นการสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาความสงบในพื้นที่แต่กลับจะทำให้การแก้ปัญหามีปัญหาเพิ่มขึ้น ตามหลักความเป็นจริงก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะน่าจะมีความสร้างสรรค์ เอื้อหนุน หรือส่งเสริมกัน ต่อการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยสันติสุข

แต่เมื่อทำแบบนี้เหมือนกับเล่นละคร แล้วใครทำ ก็คนที่มาแก้ปัญหาทำกัน จะแก้ปัญหาความไม่สงบแต่กลับทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา จึงทำให้เห็นว่าข้างในเป็นอย่างนี้หรือ ส.ส.ผู้อภิปรายทำให้เห็นว่าเขามีข้อมูล ทุกคนที่ได้ฟังก็ฟอลโลว์ตามนั้น

ส่วนคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่นึกไม่ถึง อาจมีอยู่บ้างบางส่วนเหมือนตนเองในฐานะที่เป็นคนสอนหนังสือ ในฐานะนักรัฐศาสตร์ก็ต้องติดตามเหตุการณ์ เมื่อได้ฟังการอภิปรายแล้วก็คิดว่าเหมือนที่คิดเลย

เว็บไซต์ดังกล่าวอาจทำเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม หรือทำให้แย่ไปเลย แต่อีกทางหนึ่งเหมือนเหยียดหยามหรือทำให้คนที่ถูกกระทำฮึกเหิม เหมือนการตอกไข่ใส่ข่าว ความจริงอาจมีอยู่แค่ 5 แต่เว็บไซต์นี้เพิ่มเรื่องเป็น 8 หรือความจริงมี 1 แต่เพิ่มให้เป็น 7 ไม่ควรมีมุมมองแบบนี้ แล้วจะสร้างสรรค์สังคมได้อย่างไร

เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา แน่นอนทุกคนไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ และตัวแสดงที่อยู่ในเว็บไซต์นั้นก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง เมกสตอรี่ขึ้นมา และคนที่ทำก็คือกอ.รมน. และกอ.รมน. คือผู้แก้ไขปัญหาความมั่นคง ไม่สร้างสรรค์เลย

ดีที่เรื่องแดงขึ้นมา และเรื่องที่ยังไม่แดงคงยังมีอีกมากแบบวาระซ่อนเร้น ส่วนตัวต้องการเห็นบ้านเมืองสร้างสรรค์มากกว่านี้ ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายค้าน ไม่เข้าข้างรัฐบาล แต่มองปรากฏการณ์ทางสังคมในฐานะนักวิชาการ ควรขยับการแก้ไขไปสู่ความสร้างสรรค์มากกว่าที่จะให้ทะเลาะกัน

รัฐบาลเปิดโต๊ะเจรจาสันติสุขอยู่ขณะนี้ แต่ทำไมกอ.รมน.สนับสนุนเรื่องแบบนี้ก็เหมือนเหรียญสองด้าน พูดไม่ออก เห็นภาพแล้วเหมือนกับการแสดง ไม่จริงจังและไม่จริงใจในการแก้ปัญหา เพราะถ้าจริงจังและจริงใจคงจบไปแล้ว ไม่มีม่านหลังฉากแบบนี้

รัฐบาลเองก็ตั้งหน่วยงานขึ้นมาปราบ เฟกนิวส์อยู่ แต่มีการสนับสนุนแบบนี้คงเพราะว่างงานจึงอยากให้ตัวเองมีงานทำ ใช้งบไปสกัดเฟกนิวส์, ไอโอ ที่มีการขยับและเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ พวกไอโอคนเยอะไปหรือไม่ อยากให้ลดลงบ้าง เป็นขยะ เหมือนขนมขบเคี้ยวที่กินแล้วไม่มีพลังงาน แล้วพอมารู้ที่หลังก็เจ็บมาก ทำกันได้ลงคอ และหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการแก้ปัญหาเสียด้วยที่ทำ ขณะเดียวกันในหน่วยงานนั้นก็แก้ปัญหาเรื่องนี้ อย่างนี้มันคืออะไร เพื่ออะไร ต้องถามว่าเพื่ออะไร

ปฏิบัติการไอโออย่างเต็มรูปแบบนั้นคิดว่าเป็นการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทำ เป็นภาระงาน แต่ไม่รู้ว่าเจตนาเขาคิดอะไร อย่างไร นายสั่งให้ทำก็ทำ เป็นไปตามหน้าที่ แต่ไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ได้ค่าทำหัว 300 บาท มาถึงคนทำร้อยเดียว มีหล่นกลางทางบ้าง

 

โคทม อารียา
ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล

 


ไอโอ หรือ ปฏิบัติการข่าวสาร เป้าหมายฝ่ายความมั่นคงถือว่าข่าวสารเหมือนอาวุธ ไม่ใช่อาวุธที่เป็นของแข็งแต่เป็นอาวุธซอฟต์แวร์ พร้อมเอาไว้สู้กับอาวุธในทำนองเดียวกันของฝ่ายที่เขาเห็นเป็นศัตรู ถ้าฝ่ายศัตรูใช้ไอโอ คือ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เที่ยงตรง ก็ตอบโต้ได้

ปัญหามีด้วยกันสองข้อคือ 1.คนที่โดนปฏิบัติการข่าวสารนี้บางทีเป็นนักสิทธิมนุษยชน สาเหตุที่ถูกกระทำเพราะเขาคิดว่าจำเป็นต้องบอกกล่าวบางเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อมูลข่าวสารที่ราชการอยากจะบอก จึงเกิดเป็น 3 เส้า คือ 1.ราชการ ความมั่นคง 2.ขบวนการ 3.นักสิทธิมนุษยชน ที่บางครั้งอาจทำอะไรไม่ถูกใจทั้งขบวนการและฝ่ายรัฐ จึงมักถูกหางเลขเป็นประจำ

ไอโอเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงไปตรงมา ทั้งที่ตั้งชื่อว่าเป็นปฏิบัติการให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ตรงตามข้อเท็จจริง และการสู้รบของสองฝ่ายแรกด้วยการใช้ไอโอ ไม่ควรให้มากระทบกับนักสิทธิมนุษยชน เพราะว่าจะไปกันใหญ่

สำหรับรัฐบาล การใช้ไอโอตอบโต้ควรทำในประเด็นที่กำลังทำอยู่ แต่อย่าไปเหมารวมถึงกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนหรือชาวบ้าน ไม่ใช่ใครออกมาพูดไม่ตรงกับใจ ไอโอรัฐบาลก็ออกมาตอบโต้ทันที ถ้าจะโต้หรือจะแก้ข่าวก็ให้ตอบโต้ขบวนการนั้นๆ ให้ตรงประเด็น

การทำไอโอบางครั้งบางทีก็เหมือนสงครามจิตวิทยากับฝ่ายประชาชน การทำไอโอฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการเป้าหมายต้องการเปลี่ยนแปลง กำหนดวาทกรรมหลัก ถ้าไม่ได้ถึงกับใส่ร้ายก็มี การปล่อยข่าวหรือการพูดชวนให้คิด ให้สงสัย หรืออาจตั้งทฤษฎีสมคบคิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ได้หรือไม่ เป็นจิตวิทยา

รัฐอยากให้ฝ่ายสิทธิมนุษยชนละมุนละม่อมกับรัฐ ถ้าไม่ทำตามเขาก็เสียดสีหรือให้ข้อมูลในทำนองทาสี ซึ่งไม่ควร เพราะเป็นฝ่ายราชการต้องหนักแน่น ต้องรู้ว่าเป้าหมายคือการต่อสู้กับใคร ไม่ใช่ประชาชนและภาคประชาสังคม หากมีอะไรคาดเคลื่อนไม่พอใจก็สื่อสารกันตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องไปสร้างภาพให้ภาคประชาสังคมเป็นอย่างนี้เป็นอย่างนั้น

บุคลิกของนักสิทธิมนุษยชนตรงไปตรงมา รัฐควรมองพวกประชาสังคมเป็นกลุ่มนอกเป้าหมาย ไม่ควรมาสู้รบปรบมือด้วย

 

สมชาย หอมลออ
นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

เรื่องปฏิบัติการไอโอตนเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาดังกล่าว ในความเป็นจริงไม่มีใครที่จะอยู่ตรงข้ามรัฐบาลหรือกองทัพ ทุกคนปรารถนาจะส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในประเทศ

รัฐบาลพยายามรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอย่าใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง หรือ เฮตสปีช แต่สุดท้ายรัฐบาลและกองทัพกลับเป็นฝ่ายทำไอโอ ปล่อยข่าวสร้างความเกลียดชัง ก่อให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามเสียเองแบบนี้ ความน่าเชื่อถือทั้งต่อรัฐบาลและกองทัพย่อมหมดลง การชี้นำให้ประชาชนอย่าใช้ เฮทสปีชก็ย่อมไม่ได้ผล

กรณีไอโอที่เกิดขึ้น ตน รวมทั้งนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนก็เคยประท้วง รวมทั้งร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้ง สตช.ให้ตรวจสอบการใช้ข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเงียบหายไป อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ ทำให้การตรวจสอบ ไม่คืบหน้า

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับพวกเรา แต่เกิดกับนักการเมือง รวมทั้งนักกิจกรรมที่รัฐบาลไม่ชอบด้วย เดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากให้ประชาชนสนับสนุนเพื่ออยู่บริหารประเทศต่อ ขอให้ทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ในส่วนของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ปฏิบัติการไอโอส่งผลกระทบต่อความน่า เชื่อถือของรัฐบาล โดยเฉพาะกอ.รมน. ภาค 4 คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ รู้มานานแล้วถึงปฏิบัติการไอโอในพื้นที่ มีการโจมตีด้วยข้อความที่เสียหาย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งข้อมูลเท็จ ได้รับการหนุนหลังจากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่

ประชาชนรู้ทัน ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เป็นที่ยอมรับ แบบนี้จะแก้ปัญหากันได้อย่างไร หากมีการจับกุมผู้กระทำผิดที่ก่อความไม่สงบซึ่งอาจเป็นคนร้ายจริงแต่เมื่อขาดความน่าเชื่อถือก็อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการจับแพะ เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก

การแก้ปัญหาชายแดนใต้เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหว ภาษารวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ก็ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่เริ่ม

ปฏิบัติการไอโอเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หวังสร้างความเกลียดชัง หากยังส่งเสริมให้มีปฏิบัติการสร้างความขัดแย้งเช่นนี้ ก็น่าสงสัยว่ารัฐบาลต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปหรือไม่

รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะ นายกฯ และผบ.ทบ. ไม่เช่นนั้นจะบานปลาย สังคมเกิดความไม่สงบ รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้จะยิ่งลุกลามบานปลายมากขึ้น

สุรชาติ บำรุงสุข
รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

คำว่าไอโอ ถูกใช้จนเกิดปัญหา เพราะคำนี้สำหรับทหารเป็นแค่งานปฏิบัติการจิตวิทยา ทหารคุ้นเคยตอนสมัยสงครามคอมมิวนิสต์ และใช้ความคุ้นเคยกับปฏิบัติการดังกล่าวมาต่อสู้ทางการเมือง เพราะเชื่อว่าการใช้โฆษณาสามารถชักจูงประชาชนได้ และใครก็ตามที่เป็นฝ่ายตรงข้ามก็จะกลายเป็นเป้าหมาย

แต่เมื่อสงครามคอมมิวนิสต์จบลง ทหารไม่ได้ออกจากการเมืองแต่ยังเข้ามามีบทบาททางการเมือง ยังวนเวียนอยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างข้อมูลให้ประชาชนคล้อยตาม

มีการพูดถึงเฟกนิวส์ในสังคมไทยมายาวนาน ที่น่าตกใจคือทหารถูกชี้ว่าเป็นจำเลยในการสร้างเฟกนิวส์ ผู้กระทำคือทหาร จึงเกิดปัญหาว่าข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปกองทัพจะเป็นประเด็นมากขึ้น และมีคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นความรับผิดชอบจะอยู่ที่ใคร เพราะในการอภิปรายที่มีการเปิดเผยเอกสาร มีการระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไอโอ และเฟกนิวส์อย่างชัดเจน

หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในต่างประเทศ จะเกิดการลาออกของหลายคนอย่างแน่นอน เพราะการสร้างข่าวปลอมให้คนคล้อยตาม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มาเป็นฝ่ายทหาร และฝ่ายรัฐบาล

แต่วันนี้ยังไม่เห็นว่าใครจะออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เอกสารที่ถูกนำมาเปิดเผยก็ยืนยันว่ามีหลายคนที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นความน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำเฟกนิวส์ขึ้นมาโจมตีด้วยการบิดเบือนข้อมูล ทำให้ภาพของรัฐไทยที่ถูกมองว่าเข้าไปแก้ปัญหา กลายเป็นความเคลือบแคลงสงสัยของคนในพื้นที่ และจะทำให้งานบางส่วนที่เจ้าหน้าที่ทำด้วยความตั้งใจดีต้องเกิดความเคลือบแคลงสงสัยไปด้วย

ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังเกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลทุกๆเรื่อง เพราะไม่รู้แล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง การที่เกิดเฟกนิวส์เป็นต้นตอทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อรัฐ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญมากที่รัฐบาลต้องรีบปรับปรุงแก้ไขให้รัฐเกิดความน่าเชื่อถือ นอกจากเรื่องเฟกนิวส์ในประเด็นชายแดนภาคใต้แล้ว ยังหมายความถึงทุกเรื่องในอนาคตที่รัฐบาลจะพูดด้วย

สิ่งที่ต้องติดตามคือปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมาของเจ้าหน้าที่รัฐ มีการใช้งบประมาณ และอุปกรณ์ทางทหาร เข้ามาใช้ มีบทบาทในการสร้างข่าวปลอมให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง จึงข้อเน้นย้ำเรื่องการหาผู้รับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าว

สิ่งที่ต้องถามต่อคือเรื่องของงบปี 2563 ที่ผ่านการพิจารณาจากสภาแล้ว ในส่วนงบกลาโหมที่มีจำนวนมาก ดังนั้น งบฯไอโออยู่ตรงไหน และใช้เท่าไร อีกมุมคือการตอกย้ำความไม่โปร่งใส เรื่องการใช้จ่ายงบในกระบวนการอื่นด้วย

ทางออกวันนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ จะมาบอกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะกระทำโดยบุคลากรของฝ่ายทหาร น่าจะมีการแถลงข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน