17 อาจารย์‘มธ.’ แนะรัฐบาล 2 ข้อ แจกเยียวยาแค่ 3 พัน-เน้นทั่วถึง งดเก็บค่าเช่าทั้งต่อที่อยู่อาศัย และสถานประกอบการขนาดเล็ก
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. กลุ่มอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และอาจารย์ในม.ธรรมศาสตร์ รวม 17 คน ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 เรื่อง “หากไม่มีเสรีภาพจากความอดอยากและความทุกขท์น (Freedom from hunger and miseries) ย่อมไม่มีสุขภาพที่ดี”
โดยระบุว่า วิกฤตโรคระบาดโควิด 19 เปิดเผยให้เห็นผลของความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจไทยอย่างชดัเจน ในขณะที่คนระดับบนสามารถกักตัวรักษาระยะทางสังคมได้อย่างไม่เป็นทุกข์ร้อนมากนัก แม้รายได้ที่ได้รับอาจจะลดลงบ้าง แต่คนชั้นล่าง โดยเฉพาะแรงงานรายวนและคนหาเช้ากินค่ำ มักจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่จะต้องออกจากงาน หรือสูญเสียช่องทางหารายไดหลักที่เคยเป็นที่พึ่งพิงของชีวิต
ผลการสำรวจ “คนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19” โดยคณะวิจัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสรมิวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พบว่าสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนจนในเขตเมืองมีรายได้ลดลงโดยเฉลี่ย 70.84% โดยในจำนวนนี้ 60.24% มีรายได้ลดลงเกือบทั้งหมด และ 31.21% มีรายได้ลดลงราวครึ่งหนึ่ง ในสภาวะที่บีบคั้นเช่นนี้ คนจนที่ไม่มีเสรีภาพจากความอดอยากและความทุกข์ทน (Freedom from hunger and miseries) ย่อมจะไม่สามารถกักตัว เพื่อรักษาสุขภาพได้
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยา-ช่วยเหลือมาจำนวนหนึ่งแล้วก็ตาม พวกเราจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าภาวะวิกฤตพิเศษเช่นนี้ย่อมเรียกร้องต้องการมาตรการตอบสนองอย่างพิเศษ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาความทุกขท์นระยะสั้นและเพื่อรากฐาน สำหรับสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้นในระยะต่อไป พวกเราขอนำเสนอหลักการและมาตรการแก้ไขดังต่อไปนี้
1.ต้องไม่มีใครอดอยากและปราศจากปัจจัยสี่ของชีวิต
1.1เป็นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่ามีทั้งผู้เดือดร้อนที่เข้าไม่ถึงและผู้ที่ไม่เดือดร้อนแต่เข้าถึง มาตรการแจกเงิน 5,000 บาทของรฐับาล ซึ่งชี้ว่าทั้งหลักเกณฑ์และข้อมูลประกอบการคัดกรองของรัฐบาลนั้นยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่มาก
ทั้งยังไม่นับความล่าช้าเกิดขึ้นในการได้รับเงินที่ผู้เข้าเกณฑ์ทั้งหมด และต้นทุนของรัฐในการคดักรอง พวกเราเห็นว่าควรยกเลิกมาตรการ 5,000 บาท โดยหันมาใช้วธิกีารที่ทั่วถึงเป็นธรรม และรวดเร็วกว่าคือ การจ่ายเงินช่วยเหลือประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมีค่ามากกว่าเส้นความยากจนของสังคมเราในปัจจุบันเล็กน้อย ในเวลา 3 เดือนเป็นขั้นแรกให้กับประชากร ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นบุคลากรของภาครัฐ-รัฐวสิาหกิจและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 ซึ่งมีกลไกดูแลอยู่แล้ว แม้ว่าจะต้องรีบปรับปรุงต่อไปก็ตาม (โดยผู้ที่คิดว่าตนได้รับผลกระทบน้อย อาจสามารถเลือกสละสิทธิ์ได้)
ทั้งหมดนี้เพื่อให้มาตรการครอบคลุมคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร แรงงานนอกระบบ ตลอดจนถึงนักเรียนนักศึกษา ซึ่งจะแก้ปัญหาการแจกเงินของรัฐบาลที่ไม่สามารถคัดกรองผู้เดือดร้อนได้ครบถว้น โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 440,000 ล้านบาท สำหรับเวลา 3 เดือน
1.2 จัดให้มีการแจกจ่ายอาหารและปัจจัย เพื่อการดำรงชีพโดยตรงแก่กลุ่มคนเปราะบางทุกกลุ่ม ซึ่งบางส่วนอาจเข้าไม่ถึงมาตรการข้างต้น เช่น กลุ่มคนไร้สัญชาติ กลุ่มคนไร้บ้าน รวมทั้งแรงงานต่าวด้าว คนตกงานและคนตกค้างในไทย พวกเราคาดว่างบประมาณส่วนนี้จัดถุงยังชีพให้ประชากรเปราะบาง 2 ล้านคน เป็นเวลา 3 เดือนในขั้นแรกจะเป็นเงิน 7,800 ล้านบาท
จากการคำนวณข้างต้นพบว่า ต้นทุนทางการคลังจากมาตรการทั้งสองจะอยู่ภายใต้วงเงินของร่างพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ
2.เจ้าของปัจจัยทุนและที่ดินต้องร่วมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข
ในขณะที่ผลกระทบของวิกฤตต่อแรงงานและผู้ประกอบการเห็นได้ชัดเจนในรูปของการตกงานและยอดขายลดลงมาก พวกเราเห็นว่าเจ้าของที่ดินและทุนต้องร้วมเข้ามาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เพื่อช่วยเหลือดังนี้
2.1 พวกเราขอเรียกร้องต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ให้ยุติการเก็บค่าเช่าทั้งต่อที่อยู่อาศัย และสถานประกอบการขนาดเล็ก เราตระหนักดีว่าการบังคับใช้มาตรการนี้เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายพิเศษ ห้ามการไล่-รื้อทุกประเภทในตลอดช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ รวมทั้งพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ลดหรือยุติการเก็บค่าเช่า หรือการอนุญาตให้ลดหย่อนภาษีได้ 2-3 เท่า
2.2 เราตระหนักดีว่าธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการช่วยเหลือแลว้หลายประการ เช่น การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่พวกเราเห็นว่ายังไม่พอเพียง จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันการเงินยุติการคำนวณดอกเบี้ยในสินเชื่อคงค้างของบุคคลและนิติบุคคลขนาดเล็กในตลอดช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ ให้คิดดอกเบี้ยได้เฉพาะสินเชื่อใหม่เท่านั้นในอัตราผ่อนปรน รวมทั้งระวังการฟ้องคดีล้มละลายต่อบุคคลและนิติบุคคลขนาดเล็ก
พวกเราเห็นว่ามาตรการข้อ 1 คือ มาตรการพื้นฐานที่จะช่วยให้คนไทยมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่รอดในวิกฤตไปได้อย่างเท่าเทียม ขณะที่มาตรการข้อ 2 จะเป็นมาตราการเสริมที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กในประเทศสามารถรักษากิจการไว้ได้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
