กัณวีร์ รองหัวหน้าพรรคเป็นธรรม จี้นายกฯ แก้ปัญหาน้ำท่วมให้ตรงจุด แนะกระจายอำนาจ ให้จังหวัดจัดการตนเอง ใช้ชุมชนเป็นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ
วันที่ 4 ต.ค.2565 นายกัณวีร์ สืบแสง ประธานยุทธศาสตร์และรองหัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายจังหวัด ส่งผลกระทบให้กับผู้ประสบภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา และลำน้ำสำคัญ เช่น แม่น้ำมูล ทำให้ประชาชนที่อยู่ริมน้ำเจอปัญหาน้ำท่วมทุกครั้ง จนอาจเป็นเรื่องเคยชิน และซ้ำซากจนไม่คิดจะจัดการปัญหา ชาวบ้านที่ประสบภัย ต้องย้ายมาอยู่บนถนน ปีละไม่ต่ำกว่า 2 เดือนเพราะการจัดการไม่ตรงจุด
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตนเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพิ่งกลับมาทำงานใหม่ ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมที่ จ.ขอนแก่น และอุบลราชธานี ได้แต่คาดหวังว่าท่านจะรับฟังปัญหาที่ตรงจุด ล่าสุดเห็นข่าวที่ชาววารินชำราบ จ.อุบลฯ อพยพมาอยู่ริมถนน ต้องออกเงินสร้างที่พักพิงชั่วคราวกันเอง หลังละ 5,000 ถึงเกือบ 10,000 บาท ซึ่งมันไม่ใช่เลยที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมต้องออกเงินสร้างที่พักพิงชั่วคราวกันเอง ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่รัฐรู้ดีว่าจะมีปัญหาทุกครั้งที่น้ำท่วม ทั้งนี้ ชาวบ้านเสนอว่าให้รัฐหรือท้องถิ่นจัดงบสำรองไว้บ้าง ในการจัดหาผ้าใบ สังกะสีช่วยชาวบ้านบ้าง
นายกัณวีร์ ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ จังหวัดจัดการตนเอง คือคำตอบของการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดการภัยพิบัติของไทยต้องมีระบบมากกว่านี้ ทั้งนี้ ไทยเรามีการศึกษาและจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลและประเมินความเสี่ยง และตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านภัยพิบัติตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น ซึ่งโครงสร้างมันมีอยู่ครอบคลุมดีแล้ว แต่ประสิทธิผลการทำงาน ไม่ตรงตามที่คาด เนื่องจากประเทศไทยยังคงใช้การบริหารจัดการส่วนภูมิภาคเพื่อดูแลการบริหารจัดการของชุมชนอยู่ มันคือการสั่งการจากบนลงล่าง
ดังนั้น หากเราต้องการให้ชุมชนฐานรากเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงจริง เพราะรู้ว่าอะไรคือปัญหา หากเราต้องการให้ชุมชนฐานรากเข้าไปจัดการระดมทรัพย์กำลังและอุดปัญหารอยรั่วต่างๆ ในการจัดการกับภัยพิบัติจริง งบประมาณและการสั่งการแบบ single command control ต้องส่งให้การจัดการตนเอง
“ผมเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยมีและใช้อยู่คือ ใช้การสั่งการจากบนลงล่างครอบการให้ชุมชนฐานรากทำงาน ซึ่งไม่ต่างจากการทำงานจากส่วนกลาง เราต้องกระจายอำนาจตั้งแต่ระดับผู้ว่า การจัดสรรงบประมาณ การดูแลตนเองและสร้างแบบแผนการจัดการตนเองอย่างสมบูรณ์ มันจะทำให้การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐานมีประสิทธิภาพอย่างเต็มรูปแบบ เราไปสั่งฟ้าสั่งฝนไม่ได้ แต่เราสร้างโครงสร้างในการจัดการกับภัยพิบัติได้ ผ่านนโยบายจังหวัดจัดการตนเอง”