ทนายเสื้อแดง ยกการไต่สวนศาล ยันเหยื่อสลายชุมนุม 53 ตายด้วยกระสุนจนท. แนะรบ.-สภาฯ ใหม่ตั้งคกก.สางเรื่องต่อ
เมื่อวันที่ 12 ก.ค.66 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 2553 ที่ผ่านมา มีกระบวนการที่ทำให้เห็นว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากมีกระบวนการทั้งศาลและป.ป.ช.เข้ามา
โดย 2 ส่วนนี้ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรอคำตอบอยู่ เนื่องจากการสลายการชุมนุมปี 53 เกิดจากการสั่งการ หรือการอนุมัติให้ใช้กองกำลังเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายและได้นำกำลังพล รวมทั้งอาวุธสงคราม โดยเฉพาะอาวุธปืนประจำกายที่บรรจุกระสุนปืนจริงมาใช้แก้ไขปัญหา ย่อมทำให้มีสถานการณ์ทั้งเฉพาะหน้า และสถานการณ์ที่จงใจทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายของประชาชนเกิดขึ้น
นายวิญญัติ กล่าวว่า สิ่งที่พูดมีหลักฐานยืนยันได้จากการไต่สวนการตายของผู้ที่เสียชีวิตในการชุมนุม ทั้งจากศาลอาญา และศาลอาญากรุงเทพใต้ ทั้ง 2 ศาลได้มีการไต่สวนและชี้ว่าเป็นการตายที่เกิดจากกระสุนความเร็วสูง ซึ่งมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
โดยกระสุนดังกล่าวมีขนาด .223 หรือ 5.56 มิลิเมตร ซึ่งไม่ใช่กระสุนที่พลเรือนหรือประชาชนทั่วไปจะใช้ได้ และใช้อยู่ในวงราชการเท่านั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำและชี้ชัดว่าอาวุธที่นำมาใช้จัดการกับสถานการณ์นั้นเกินสมควรกว่าเหตุ ดังนั้นเมื่อเกินกว่าเหตุเช่นนี้ การดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชาชนกลางกรุงฯกว่า 99 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2.000 คน จึงสะดุดอยู่เท่านี้ นี่คือคำถามของญาติ และผู้ที่เฝ้าติดตาม
นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า อย่างกรณีคดีของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ถูกตัดสินว่าการดำเนินการสอบสวนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซ้ำยังถูกฟ้องกลับ คำถามมากมาย จึงเกิดขึ้นกับคนในสังคม ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าเหตุใดคนที่เป็นพนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือถูกมองว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กลับถูกดำเนินคดีและติดคุกเสียเอง
แต่อีกฝั่งที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บ ล้มตาย กลับไม่ถูกดำเนินคดีอย่างเต็มรูปแบบและตรงไปตรงมา เรื่องนี้ควรได้รับการสะสางอย่างเป็นรูปธรรม และโปร่งใสจริงๆหรือไม่ ตนคาดหวังว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใหม่หรือฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้ามาใหม่ก็ตาม ควรหาช่องหรือวิธีการในการตั้งคณะทำงาน หรือคณะกรรมการใดๆก็ตามมาตรวจสอบ ไต่สวน และพิจารณาคดีนี้อีกครั้ง