ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม รัฐบาลใหม่ เปลี่ยนแปลงระบบทหารให้ดีขึ้น ทั้งปฏิรูป-พัฒนา ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

วันที่ 2 ก.ย.2566 นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบทหารให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และเป็นทหารอาชีพ

จากกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝากความหวัง รมว.กลาโหม คนใหม่ ให้”ปฏิรูป”กองทัพนั้น วันรุ่งขึ้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะ”พัฒนา”ไปร่วมกันกับกองทัพ โดยจะต้องดูกันตามความเหมาะสม และต้องพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพทั้งหมด ซึ่งทุกอย่างอยู่ในแผนการเจรจา

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาแถลงว่ามีประกาศนโยบายซึ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพปี 2560-2569 ทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดหน่วยให้มีขนาดเล็กลง ลดการใช้งบประมาณรายจ่ายของประเทศ การปรับลดอัตราทหารประจําการ โดยนํากําลังพลสํารองเข้ามาร่วมปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังดํารงสภาพความพร้อมรบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพที่ผ่านมาเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและล่าช้า ตลอดจนไม่มีการปฏิรูปกองทัพอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปและพัฒนาอย่างจริงจังให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตัวอย่างดังกรณี พลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโท สึกจากการเป็นพระภิกษุมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์ ถูกซ้อมทรมานในค่ายทหารและเสียชีวิต ผ่านมา 13 ปีแล้วก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมและมีการแก้ไขเชิงระบบที่ชัดเจน

นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หวังว่าจะมีเรื่องการปฏิรูปและพัฒนากองทัพอยู่ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ได้ระบบทหารและกองทัพได้ทหารที่มีคุณภาพ เป็นนักประชาธิปไตย เป็นทหารอาชีพ เป็นทหารโดยสมัครใจ และเป็นทหารที่มีอนาคตมีความก้าวหน้าในอาชีพทหาร และได้รับการยอมรับตลอดจนความเชื่อถือจากสังคม

กรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม เป็นพลทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/2554 สังกัด ร.151 พัน.3 ถูกกระทำการละเมิดซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ทหารรวม 9 คน ณ ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายจากการบาดเจ็บสาหัส ไตวายเฉียบพลัน และกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในวันที่ 5 มิถุนายน 2554

นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาปี 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เดินสายไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้า ทวงความยุติธรรมให้กับน้าชายของเธอ

นริศราวัลย์ ถูกคู่กรณียศร้อยโท ซึ่งเป็นบุตรชายของนายทหารชั้นนายพล ที่เคยมีอิทธิพลสูงในกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งชุดจับกุมของตำรวจบุกมาจับกุมเธอถึงที่ทำงานในหน่วยงานราชการ โดยไม่มีการออกหมายเรียกมาก่อน แต่ต่อมาอัยการที่คำสั่งไม่ฟ้อง

ไม่รวมถึงการถูกข่มขู่คุกคาม ส่งกระสุนปืนในซองธูป ส่งคนปลอมตัวเป็นขายไอศครีมไปตามหาบ้าน หรือขับรถติดตาม

ต่อมาพนักงานอัยการศาลทหารเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทหารยศร้อยโทกับเจ้าหน้าที่ทหารรวม 9 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา

นริศราวัลย์ และครอบครัวสู้คดีมากว่า 13 ปี ล่าสุด วันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลนัดอ่านคำพิพากษา แต่ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 จ.ปัตตานี เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี โดยระบุว่า มีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ประกอบกับศาลมีคดีต้องพิจารณาเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถทำคำพิพากษาให้แล้วเสร็จ และนัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 25 ตุลาคม 2566

ขณะที่คดีแพ่งจบไปแล้วตั้งแต่ปี 2557 โดยศาลตัดสินให้กองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกันชดเชยสินไหมให้กับครอบครัวเป็นเงิน 7 ล้านกว่าบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน