14 กุมภาฯ วันแห่งความรัก สส.-สว. วอนพ่อแม่เข้าใจช่องว่างความรักระหว่างวัยในครอบครัว สสส.แนะ 3 ข้อสร้างครอบครัวอบอุ่น ‘เข้าใจ-อย่าเปรียบเทียบ-อย่าออกคำสั่ง’
เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2567 ที่ชั้น 1 อาคารรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยโครงการสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ สสส. ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมจัดกิจกรรมสื่อสารรณรงค์ “3 วิธีสื่อสาร 3 คำพูดต้องห้าม…ของขวัญวาเลนไทน์ลูก”
เพื่อสื่อสารรณรงค์ให้บุคลากรภายในอาคารรัฐสภา อาทิ สส. สว. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ได้สื่อสารแสดงความรักต่อลูกหลานและเยาวชนในปกครองอย่างเหมาะสมและพอดี มีทัศนคติการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัว พร้อมเชิญชวนให้พ่อแม่ผู้ปกครองหันมารับฟังและเข้าใจเด็กมากขึ้น
โดยมีสมาชิกรัฐสภาร่วมกิจกรรม อาทิ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สว. และประธานกมธ.การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ข้าราชการรัฐสภาและสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักส
ทางสสส. เผยถึง 3 สาเหตุของปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับพ่อแม่อย่างไม่รู้ตัว คือ 1.การเปรียบเทียบลูกของตนเองกับเด็กคนอื่น 2.เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็จะตำหนิ หรือออกคำสั่งด้วยถ้อยคำประชดและ 3.เพียงเพราะคาดหวัง อยากกระตุ้นให้ลูกเป็นเช่นนั้นบ้าง
แต่พฤติกรรมแบบนั้น ส่งผลกระทบในแง่ร้ายกับลูกมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะความคาดหวัง หรือความปรารถนาดีต่างๆ อาจกลายเป็นฝันร้ายสำหรับลูกโดยไม่คาดคิดการใช้ถ้อยคำในเชิงลบ หรือประชดเพื่อเปรียบเทียบลูกกับคนอื่นไม่ต่างอะไรกับการ บูลลี่ ก่อให้เกิดเป็นปมในใจ สูญเสียความมั่นใจ ความเคารพในตนเองลดน้อยลง กลายเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าเข้าสังคม
นำไปสู่ปัญหาทางสภาพจิตใจที่ร้ายแรงได้ในอนาคต ทางที่ดีควรเลิกเปรียบเทียบ เลิกคาดหวัง เลิกตำหนิ เลิกออกคำสั่งกับลูก เพราะการที่พ่อแม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้จนเคยชินจะทำให้ลูกกลัวที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ภายใต้ความกดดันตลอดเวลา

ลองหันมาใช้ 3 วิธีการสื่อสารเชิงบวกที่ไม่ทำลายตัวตนและความภาคภูมิใจของลูกคือ 1.เปิดพื้นที่ให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง 2.อยู่เคียงข้างเมื่อเขาเจอปัญหา และ 3.สนับสนุนสิ่งที่ลูกเป็นหรือแสดงออก
นพ.ทศพร กล่าวว่า เด็กๆและเยาวชนสมัยนี้ต่างไปจากเด็กสมัยก่อนอยู่มาก พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจ คอยแนะนำเรื่องการมีความสัมพันธ์กับใครควรปฏิบัติอย่างไรให้เหมาะสมกับวัย รวมทั้งเรื่องสุขภาวะทางจิตใจ ถือว่าสำคัญมาก
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมาก ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจและถนอมความรักระหว่างพ่อแม่กับเด็กดีๆ ต้องใจเย็นกับเขา ต้องช่วยกันแนะนำประคับประครองให้เขาผ่านไปให้ได้ ต้องไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาตัดสินเด็กเด็ดขาด โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกๆ ควรเข้าใจวัยของเขา ไม่ควรเอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะเด็กแต่ละคนมีวิถีการเติบโตมาไม่เหมือนกัน
ด้านนายสฤษฎ์พงษ์ กล่าวว่เห็นด้วยที่ สสส.สื่อสารรณรงค์ต่อเนื่อง ไม่ว่าการเปิดพื้นที่ให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง และอยู่เคียงข้างเมื่อเขาเจอปัญหา ตลอดจนการสนับสนุนสิ่งที่ลูกเป็นหรือแสดงออก และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำลูกเราไปเปรียบเทียบให้เหมือนคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบให้รู้สึกดีขึ้นหรือรู้สึกด้อยค่าลง ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

การเปรียบเทียบลูกว่าลูกเก่งกว่าคนอื่นก็จะทำให้ลูกเกิดมีอีโก้ไปข่มเหงคนอื่นได้ หรือเปรียบเทียบด้อยค่าลูกทำไมสอบได้ที่ 1 ปมอย่างนี้กว่าจะเขาสลัดปมออกได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ที่เราจะต้องเรียนรู้และเข้าใจให้ถูกต้อง
“ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนมีเจตนาที่บริสุทธิ์ในเรื่องความรัก รักทุกเรื่องให้รักออกมาจากภายใน อย่ารักแค่สายตาเห็น อย่ารักในเชิงของการหวังผล ซึ่งการสื่อสารรณรงค์ของง สสส.เป็นสิ่งที่ดีผมให้กำลังใจ ขอให้ทำอย่างนี้ต่อเนื่อง ขยายวงให้กว้างๆ เพื่อสร้างความรักภายในครองครัวให้อบอุ่น”
ขณะที่นายวัลลภ กล่าวว่า ความจริงการสื่อสารความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องทำกันในวันวาเลนไทน์ ทุกๆวันพ่อแม่ควรแสดงความรักความอบอุ่นลูกๆได้อยู่แล้ว ผู้ปกครองต้องสื่อสารกับลูกๆหลานๆตลอดเวลาเพื่อสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัว ที่ผ่านมาปัญหาสังคมครอบครัวเกิดจากไม่ค่อยสื่อสารกับลูก
ความจริงปัญหาถ้ามีก็มีได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่พิเศษหรือวันวาเลนไทน์ ถ้าผู้ปกครองเข้าใจหลักนี้ก็จะเข้าใจได้ว่าควรสื่อสารกับลูกอย่างไรให้เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัวให้เหมาะสม และไม่ควรอย่างยิ่งที่เอาลูกเราไปเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น เพราะลูกแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันได้ พร้อมเห็นด้วยที่ สสส.ออกมารณรงค์ชวนผู้ปกครองร่วมกับสร้าง HAPPY FAMILY DAY โดยไม่เรียกร้องกดดันเด็ก ไม่เปรียบเทียบลูกตัวเองกับคนอื่นนั้น