พิชิต แฉวงจรอุบาทว์ ยกปมคุณสมบัติรมต. หวังล้มนายกฯ ท้า 40 สว.เจอตัวต่อตัว ลั่นขอเป็นองครักษ์ป้องนายกฯ เพราะไม่เกี่ยวข้อง เผยไม่ยึดติดเก้าอี้ หากพิสูจน์ว่าขาดคุณสมบัติ
เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 21 พ.ค.2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เปิดใจก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณี 40 ส.ว. ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความคุณสมบัติรัฐมนตรี รวมถึงกระแสข่าวการลาออก ว่า
ขอชี้แจงเรื่อง 40 สว. ยื่นผ่านประธานวุฒิสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องคุณสมบัติ โดยมี สว.หลายฝ่ายออกมาท้วงติง ขอพูดจากความเป็นตัวตนของตัวเองที่ทำงานแบบมืออาชีพ ถึงประเด็นที่เกี่ยวกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าการตั้ง ครม.หรือปรับครม.ไม่ได้มีความผิดอะไร และไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างจากนายกฯ คนอื่นในอดีต
โดยเวลาจะตั้ง ครม.ต้องมีกระบวนการ บุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องกรอกรับรองคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะต้องตรวจสอบ ส่งเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ตรวจประวัติว่าไปทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาทุกหมวดหรือไม่
สิ่งเหล่านั้นจะอยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากร ดังนั้น สลค.และป.ป.ช.ไม่สามารถช่วยใครได้ ถึงอยากจะช่วยก็ช่วยไม่ได้ และเวลาที่ประมวลว่าใครซื่อสัตย์และมีจริยธรรมหรือไม่ ต้องดูทุกเรื่อง หากมีเรื่องไหนสงสัย จึงถามคณะกรรมการกฤษฎีกา
นายกฯ ทำตามกระบวนการขั้นตอนกฎหมาย จึงมาสรุปว่าจะตั้งรัฐมนตรีคนใดได้หรือไม่ได้ และการที่ตั้งตนก็ไม่ได้มีอภิสิทธิ์อะไร ไม่ได้มาเพราะคนนั้นคนนี้ แต่มาเพราะสติปัญญาของตน มีสมองที่จะทำงาน ถ้าตนทำผิดทำชั่วมายืนที่จุดนี้ แม้นายกฯอยากจะตั้ง แต่ถ้าตนมีปัญหาก็ตั้งไม่ได้ และหน่วยงานที่ตนกำกับดูแลก็มีแต่ตัวหนังสือและกฎหมาย ส่วนการกล่าวหาเรื่องประเด็นจริยธรรม ให้ไปดูช่องทางกฎหมายให้ดี เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นแบบอย่างไว้แล้ว
“ถาม สว.มาเอาเรื่องนายกฯทำไม เพราะท่านตั้งใจทำงาน และขอพูดอย่างไม่อายว่า ผมเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯเศรษฐา และเป็นองครักษ์พิทักษ์หลายนายกฯ มาแล้ว ขอให้เอาความจริงมาพูดกันโดยไม่มีวาระทางการเมือง เราไม่ควรเอาเรื่องกับนายกฯ
ขอวิงวอนให้นายกฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดิน และทำตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ผมทำงานกับนายกฯ มา6-7 เดือน อยู่บนเนื้องาน ไม่เคยประจบสอพลอ และนายกฯ เป็นคนทำงานอย่างตรงไปตรงมา ใช้งานเป็นวัคซีน และทำไปตามขั้นตอนกฎหมาย”
นายพิชิต กล่าวว่า ต้องขอบคุณและไม่โกรธ 40 สว.ที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำให้ตนได้ชี้แจงเรื่องที่ถูกกระทำมาตั้งแต่ปี 2551 และโหยหาความยุติธรรมมาทั้งชีวิต เพราะถูกตัดสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม ถูกตัดสินโดยศาลเดียวแล้วจบทั้งที่มี 3 ศาล จึงเป็นความขมขื่นในใจ และบอกตัวเองก่อนมาเป็นรัฐมนตรีว่า ถ้าถูกตั้งกระทู้ถามในสภาฯ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ สามารถตอบได้ทุกคำถาม
ตนไม่ได้หวั่นไหวเพราะมั่นใจว่าหลักความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญมีจริง และคำวินิจฉัยศาลจะผูกพันทุกองค์กร ต่างจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ไม่ได้ผูกพันศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เข้าทางของตนและรอจังหวะนี้มานานแล้ว อยากให้มีการตัดสินเป็นบรรทัดฐาน
หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีใหม่จะเป็นโอกาสที่ตนได้ดีแคลร์ชีวิตใหม่ และในคำสั่งศาลฎีกา ถ้ามีตรงไหนระบุว่าตนเป็นคนหิ้วถุงเงิน 2 ล้าน จะลาออกในวันนี้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ที่ผ่านมามีการติติงตนแบบคนไร้สติ โดยไม่ได้หาดูประเด็นในคำสั่ง และการไต่สวนในวิธีพิจารณาว่าละเมิดอำนาจศาล ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลัก ไม่เคยมีบทบัญญัติให้เอาประมวลกฎหมายอาญามาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี
ในคำสั่งศาลฎีกาที่ตนติดใจคือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ที่ปรากฏใส่คำว่า “ผมน่าจะรู้” จึงมีคำสั่งคุมขัง 6 เดือน ทั้งที่คำว่า “น่าจะรู้” คือมีข้อสงสัยที่ควรยกประโยชน์ให้จำเลย เพราะเป็นสมมติฐาน ทั้งที่เรื่องของตนเป็นคดีแพ่ง ทั้งนี้ ตนจะอยู่หรือไปจากตำแหน่ง ไม่ยึดติด เพราะถือว่าต่อสู้เพื่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมในชีวิต จึงต้องขอบคุณ 40 สว.ที่ทำเรื่องนี้ให้เข้าทางตน
ขอให้ย้อนกลับไปดูในคำสั่งศาลให้ดี จะพบข้อสงสัยและข้อพิรุธอีกมาก และต้องถามว่าสมัยที่ตนเป็นสส. 2 ปี 6 เดือน คนที่หมั่นไส้หรือไม่ชอบตน ทำไมไม่ยื่นถอดถอนเรื่องจริยธรรม ส่วนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตถามว่าใช้ตรงไหนมาวัด หากไปถามกฤษฎีกาก็คงตอบไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าสิ่งที่ถูกคำสั่งศาล คำว่า “น่าจะ” เป็นที่ประจักษ์ตรงไหน
ขอให้กลับไปดูในชั้นคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีกรรมาธิการบางคนซึ่งยังรับราชการอยู่แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อ ได้แย้งว่าคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จะทำให้เป็นการกลั่นแกล้งกล่าวหาในทางการเมืองได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรม วัดกันไม่ได้ ถึงต้องย้อนไปตั้งแต่การตรวจสอบประวัติว่าตนไม่มีคดี ไม่มีประวัติในป.ป.ช. ไม่เคยถูกฟ้องในคดีแพ่ง และโทษที่ตนได้รับเป็นเรื่องทางแพ่ง เป็นโทษตามคำสั่งศาลฎีกา และคำสั่งกับคำพิพากษาต่างกัน ไม่ถือเป็นการกระทำผิดทางอาญา
ในคำอธิบายของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุเรื่องคุณสมบัติ ได้ยกเว้นเรื่องของคำสั่ง หมายความว่าตนมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี
“เรื่องที่เกิดเป็นวาระวงจรอุบาทว์ ทั้งที่นายกฯ บริหารราชการอยู่ดีๆ แล้ว จะมาทำให้ผู้นำประเทศหลุดจากตำแหน่ง ผมมีเพื่อนใน สว.รู้รายละเอียดการกระทำครั้งนี้ ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เป็นคนของใคร แต่ขอไม่พูด และขอบคุณนายเสรี สุวรรณภานนท์ นายวันชัย สอนศิริ ที่ออกมาพูดความจริง ว่าผมไม่ได้ต้องคำพิพากษาประพฤติผิดจริยธรรม”
นายพิชิต กล่าวว่า ส่วนข่าวลือเรื่องลาออก ขอย้ำว่าไม่ยึดติดประโยชน์ของตน แต่ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 164 คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน คำตอบเรื่องนี้เพื่อแก้วงจรอุบาทว์ คือให้บุคคลเหล่านั้นไปคิดมาว่าถ้าตนลาออกแล้วทุกอย่างจบ ตนจะทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศ และพร้อมตั้งแต่วันนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเกมการเมืองที่ต้องการล้มนายเศรษฐาใช่หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า แน่นอน
เมื่อถามว่าหากนายพิชิตลาออก แล้วนายกฯอยู่ต่อได้ ก็พร้อมทำใช่หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า เพราะวงจรอุบาทว์มาเล่นแบบนี้ ให้ช่วยกลับไปคิดว่าวันนี้มีนายกฯ และบ้านเมืองปกติแล้ว มาทำให้บ้านเมืองยุ่งเหยิงขาดนายกฯ ทำไม ดังนั้น คนเหล่านั้นไปคิดเองเพราะไม่ใช่การบ้านของตน และตนจะไม่คุยอะไรให้นายกฯ หนักใจ
เมื่อถามย้ำแสดงว่าไม่มีแนวคิดลาออกในวันนี้หรือก่อนวันที่ 23 พ.ค.นี้ ใช่หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า ขอโยนโจทย์ไปให้บางคนที่อยากให้ตนอยู่หรืออยากให้ออก ขอย้ำว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ และขอท้า 40 สว. ให้มาเจอกับตนทีละคน และให้อาจารย์นักกฎหมาย 3 คนมาเป็นกรรมการ เพื่อถามว่าที่ลงชื่อไปได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาหรือยัง เพราะบางคนลงชื่อยื่นตีความยังไม่รู้เลยว่าอะไร บางคนยกประเด็นรื้อฟื้นจำนำข้าวทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุผลเรื่องคุณสมบัติ
เมื่อถามว่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าจะมีคำสั่งศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า เราเคารพดุลยพินิจศาล ไม่ก้าวล่วง และเชื่อว่าสิ่งที่พูดไปศาลรัฐธรรมนูญได้ยิน ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
เมื่อถามว่าหากระหว่างนี้มีการกดดันให้ต้องถอย จะตัดสินใจอย่างไร นายพิชิตกล่าวว่า องคาพยพที่เกี่ยวข้องก็ไปคิดก็แล้วกัน โดยไม่ขอเจาะจงไปที่ใคร แต่ให้ยืนยันให้ได้ว่าตนจากตำแหน่งแล้วจบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้อยู่เบื้องหลัง สว.คือใคร นายพิชิตกล่าวว่า ตนรู้หมด ไม่ขอก้าวล่วง เอาเป็นว่ามีขบวนการในเรื่องนี้ก็แล้วกัน เมื่อถามว่ามีขบวนการล้มนายกฯ หรือล้มรัฐบาล นายพิชิตกล่าวว่า ไม่กล่าวหา แต่ข้อมูลเป็นเช่นนั้นจริง
เมื่อถามว่าวงจรอุบาทว์หมายถึงกลุ่มอำนาจเก่าหรือไม่ นายพิชิตกล่าวว่า ไม่ตอบคำถามนี้ ไปพิจารณากันเอง ถามว่ามีกระบวนการแบบนี้จริง ถ้าแค่ติดใจเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามของตนก็แค่ยื่นเฉพาะกับตนคนเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายพิชิตให้สัมภาษณ์จบ ก่อนเดินเข้าห้องประชุมครม. ได้ชูกำปั้นแสดงความมั่นใจในเรื่องดังกล่าว โดยระบุ ไม่กังวล สบาย และตัวเบาตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่งแล้ว