ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง ไม่รับฟ้อง พล.ต.ท.คำรบ ฟ้อง กกต.กับพวก ให้เพิกถอนรับรอง 200 สว. เหตุฟ้องซ้ำ ส่วนโจทก์อีก 2 คนไม่มีอำนาจฟ้องตรง

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2567 ที่ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง ศาลนัดฟังคำสั่งในคดีที่ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีต ผช.ผบ.ตร. นายจิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง น.ส.ณัฐนันท์ ทองดี ทั้ง 3 ในฐานะอดีตผู้สมัคร สว. ฟ้องผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับเทศ เเละคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลฎีกา เพื่อให้เพิกถอนการประกาศของ กกต. รับรองสว. 200 คน และขอให้ศาล สั่งเปิดหีบบัตรนับคะแนนใหม่ เพื่อตรวจสอบการเชื่อมโยงของโพยกับบัตรลงคะแนน และพิจารณาตัดสิทธิผู้ที่ได้คะแนนลำดับสูงและผู้ที่ได้คะแนนมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ศาลฎีกาฯ ตรวจคำฟ้องแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้อง โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องคัดค้านต่อเลขาธิการกกต. และกกต. เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2567 เกี่ยวกับการเลือก สว.ว่า ไม่โปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะมีการรวมกลุ่มกันของผู้สมัครบางคนและบางกลุ่ม เพื่อลงคะแนแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ในลักษณะฮั้วกัน โดยมีผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว

หากศาลฎีกา สั่งให้เปิดหีบเลือกตั้งและนับคะแนนใหม่โดยใช้ระบบเครื่องมือกลหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้ทราบถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว และมีคำขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนประกาศ ผอ.การเลือการเลือกระดับประเทศ เรื่อง ผลการนับคะแนนในการลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน ลงวันที่ 27 มิ.ย.2567 ประกาศกกต. เรื่อง ผลการเลือก สว.ลงวันที่ 10 ก.ค.2568 และเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกซึ่งได้คะแนนในลำดับที่ 1-6 ทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มที่ 14 นั้น

เห็นว่า โจทก์ที่ 1 กับนายประหยัด เสนวิรัช เคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลฎีกา อ้างว่าการเลือกสว.ไม่โปร่งใสและไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะมีการฮั้วกันโดยมีผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังกระทำการดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาในคดีดังกล่าว มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้ากรณีที่จะใช้สิทธิ์ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 44 เมื่อศาลฎีกา มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับพวก เนื่องจากไม่มีอำนาจเสนอคดีต่อศาลฎีกาได้โดยตรงแล้วดังกล่าว

การที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง เป็นคดีนี้ต่อศาลฎีกา โดยยกข้ออ้างเช่นเดียวกับคำฟ้องในคดีเดิม ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งไปแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัย คดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสว. พ.ศ. 2561 ข้อ 5 วรรรคสอง

โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แม้จะไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่เมื่อปรากฏว่า กกต. มีประกาศเรื่อง ผลการเลือกสว. เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2567 แล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ย่อมเป็นอำนาจของ กกต.ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น อันมีผล ทำให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นลง

หรือหากความปรากฏต่อ กกต.ว่า สว.ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ก็เป็นอำนาจของกกต. ที่จะส่งรื่องใปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเพื่อวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 62,63

แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ให้ผู้สมัครหรือผู้ใดมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้โดยตรง เพื่อให้มีคำสั่งตามที่โจทก์ที่ 2, 3 มีคำขอ โจทก์ที่ 2, 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องต่อศาลฎีกา ส่วนที่โจทก์ที่ 2,3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาและคำร้องขอไต่ส่วนลูกเฉินตามคำร้องเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยเสร็จสิ้นมาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ต้องสั่งคำร้องดังกล่าวอีก จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน