ณัฐพงษ์ บี้รัฐบาล ตามตัวจำเลยคดีตากใบ อย่าปัดความรับผิดชอบ หวั่น ประชาชนหมดความเชื่อมั่น ยัน ฝ่ายค้าน ใช้ทุกกลไกติดตามเรื่องนี้ ขู่ซักฟอก
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 ต.ค. 2567 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีคดีตากใบจะหมดอายุความในวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งสังคมเรียกร้องให้จำเลยทั้ง 7 คนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หนึ่งในนั้นมี พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตสส.พรรคเพื่อไทย
โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สถานะของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นจำเลยของ พล.อ.พิศาล ดังนั้น จึงยังเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องติดตามตัวจำเลยที่หลบหนีในต่างประเทศ ไม่ว่าจำเลยคนดังกล่าวจะเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ตาม
ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในการติดตามจำเลยกลับเข้ามาดำเนินคดีได้ เพราะถือเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ และประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อทวงคืนความยุติธรรม เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างบาดแผลให้กับคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนจะนำจำเลยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ก่อนคดีหมดอายุความหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าเพิ่งดูผลลัพธ์ แต่ให้ดูถึงความตั้งใจและเจตจำนงทางการเมือง ที่ผ่านมามีการแถลงข่าวจากฝ่ายรัฐบาลว่ามีการเซ็นใบลาออก ดูเหมือนเรื่องจะจบ
ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย เพราะสถานะความเป็นจำเลยยังคงอยู่ หน้าที่ของรัฐบาลคือการติดตามจำเลยทุกคนที่ยังหลบหนีกลับมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า พล.อ.พิศาล ระบุในใบลาออกว่าจะมาชี้แจงหากอาการป่วยทุเลาลง ซึ่งน่าจะภายหลังคดีหมดอายุความ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากเป็นแบบนั้นจริง สังคมคงตั้งคำถาม และเชื่อได้ว่าสิ่งนี้เป็นความพยายามในการหลบหนีคดี รัฐบาลก็จะยิ่งสูญเสียความเชื่อมั่นต่อประชาชนมากขึ้น
ในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อ และตีแผ่ความจริงอย่างเข้มข้นต่อไป ตนไม่อยากพูดชี้นำเพราะตอนนี้ยังคงมีเวลาที่รัฐบาลยังสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ที่สุด
เมื่อถามว่าจะมีการตั้งกระทู้ถามในสภาฯ หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คงจะใช้กลไกหลายอย่าง ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ตั้งกระทู้ถามอย่างเดียว ยังมีอีกหลายเวที ทั้งการอภิปรายตามมาตรา 151 และ 152 การลงมติไม่ไว้วางใจ คณะกรรมาธิการที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ยืนยันว่าเราจะใช้กลไกทุกช่องทางในการติดตามเรื่องนี้ต่อไป