สว.กังวลใจ รัฐบาลจัดการปัญหาสหรัฐฯโขกภาษี ‘ภิญญาพัชญ์’ แนะจัดตั้งมาตรการช่วยเหลือส่งออก ‘เทวฤทธิ์’ ถามรมว.แรงงาน จะเข้ากก.เจรจาด้วยหรือไม่ เหตุภาคแรงงานกระทบโดยตรง
เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วาระการหารือความเดือดร้อนของประชาชน โดยสว.หลายคนได้แสดงความกังวล ถึงการแก้ไขปัญหากำแพงภาษีของสหรัฐฯที่มีต่อไทย 36%
น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สว. หารือว่า จากมาตรการดังกล่าว ผลต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก สินค้าไทยหลายประเภทที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าเพิ่มขึ้น สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในสหรัฐ อีกทั้งผลกระทบยังแผ่ไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น การผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ยานยนต์ และอื่นๆ อีกมากมายโดยจะส่งผลต่อแรงงานและการส่งออก
เราควรจัดมาตรการช่วยเหลือสำหรับการส่งออกคือ 1.จัดตั้งศูนย์บริการให้คำปรึกษาด้านการตลาดและเทคนิคให้กับผู้ส่งออก และการพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมถึงการหาตลาดทดแทนในภูมิภาคอื่น 2.ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าไทย ให้ชาวโลกคิดว่าสินค้านี้มีเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น
และ3.พิจารณาการให้สินเชื่อและการมีส่วนสนับสนุนทางการเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำแก่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนี้ เพื่อให้สามารถปรับตัวและฟื้นฟูการดำเนินการก็อย่างรวดเร็ว
น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้มาตรการนี้เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง, หน่วยงานส่งเสริมการส่งออก และอยากให้ร่วมมือกับภาคเอกชน ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ผลกระทบ และกำหนดแนวทางรับมือที่เป็นรูปธรรม รวมถึงจัดเวทีหารือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการภาษี
นอกเหนือจากการตอบสนองในระยะสั้น และจำเป็นต้องมองภาพรวมในระยะยาว โดยมีแนวทางคือลดการพึ่งพาตลาดเดียว สำรวจและขยายออกไปยังภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศในแถบแอฟริกา รวมถึงส่งเสริมพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้นเน้นการออกแบบนวัตกรรม และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันก็จะสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติ เสริมสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยได้
ขณะที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.หารือว่า ประเทศเราพึ่งพารายได้หลักจากการส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แปรรูป และสินค้าการเกษตร ผลที่ตามมานอกจากธุรกิจแล้ว คือภาคแรงงานจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งคนที่อยู่ในภาคแรงงานมีประมาณ 6.4 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้มีชีวิตที่ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง ความกดดัน และความไม่แน่นอน มีโอกาสจะต้องตกงานและรายได้ลดลง จึงขอนำเรียนไปยังนายกฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่จะต้องเจรจา
“ผมไม่แน่ใจว่า รมว.แรงงาน จะเข้าไปอยู่ในคณะเจรจาด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ขอให้คณะเจรจา โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับประเด็นด้านแรงงาน ที่สำคัญควรนำประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาบนโต๊ะให้เท่าเทียมกับประเด็นด้านอื่นๆในทางเศรษฐกิจ รวมถึงพิจารณามาตรการเยียวยาแรงงานควบคู่กันไปด้วย” นายเทวฤทธิ์ กล่าว