โฆษกรัฐบาล ถือฤกษ์สะดวกไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบ เร่งปรับสื่อสารเชิงรุก แจงนโยบายถึงประชาชน โดยเฉพาะชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำถูกต้อง รวดเร็ว ตรงประเด็น พร้อมทำงานใกล้ชิด
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 1 ต.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อัครสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลวันแรก โดยนำถวายพวงมาลัยดอกดาวเรือง สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตาศาลยายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ โดยมีครอบครัว บิดามารดาและน้องชาย มาร่วมแสดงความยินดี ก่อนเดินดูห้องทำงานโฆษกฯ บริเวณตึกบัญชาการ 2
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนถือฤกษ์สะดวก เข้ามาไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ เพราะในช่วงบ่าย มีภารกิจติดตามนายกรัฐมนตรี ไปมอบนโยบาย ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และที่มาช่วงสาย เนื่องจากมีกลุ่มสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย มาพบและยื่นหนังสือเนื่องในวันครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสเด็กนักเรียนที่เดินทางมาทัศนศึกษา จึงเดินทางเข้ามาทำเนียบก่อน
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการทำงาน ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลที่ต้องประชาสัมพันธ์ผลงานไปถึงประชาชน ว่า หน้าที่โฆษกรัฐบาล มีหน้าที่ต้องนำเสนอนโยบายที่เป็นภาษาราชการ หรือศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยากต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ตรงประเด็นมากที่สุด และไปในทิศทางเดียวกันไม่ให้ไขว้เขว
การสื่อสารที่พูดหลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนและต่างกันได้ หากข่าวไหนผิดต้องแก้ไขและนำเสนอให้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง กรณีรัฐบาลจะเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท ให้อีกเดือนละ 850 บาท จำนวน 2 ครั้ง สำหรับใช้ในเดือนพ.ย.และธ.ค.นี้ จะถอนเป็นเงินสดได้หรือไม่ ขอชี้แจงว่าสิทธิประโยชน์ทุกอย่างจากเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง ถ้าถอนเงินสดได้ก็ถอน ถอนไม่ได้ก็ไม่ถอน
ผู้ข่าวถามว่าประชาชนคาดหวังให้โฆษกฯ ตอบโต้กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนชายแดนเราต้องสื่อสารตรงไปตรงมา ประเด็นสำคัญที่ต้องสื่อสารในช่วงเวลานี้ ซึ่งละเอียดอ่อนต้องคัดกรองข่าว เช่น กรณีกัมพูชายิงปืนเล็กหรือปืนสั้นเข้ามาเพื่อหวังให้เราตอบโต้ หากเห็นว่ามีความตึงเครียดก็จะต้องสื่อสารกับประชาชนให้เร็วที่สุด
การทำงานของโฆษกคณะนี้ มีความตั้งใจทำงานกับกระทรวงที่สำคัญต่อการสื่อสาร อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม โดยขอให้ทีมงานโฆษกของกระทรวงนั้นๆ ทำงานร่วมกับโฆษกประจำสำนักรัฐมนตรีด้วย เพื่อให้การสื่อสารรวดเร็ว ตรงประเด็น
โดยจะปรับยุทธวิธีการสื่อสาร เรื่องลำดับเหตุการณ์ ทั้งการแถลง การตอบโต้ ที่ต้องตรงประเด็นและรวดเร็วที่สุด นำความล่าช้าในอดีตมาปรับปรุงให้เกิดการสื่อสารเชิงรุกให้มากขึ้น
เมื่อถามว่าระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล เพียงพอในการแก้ปัญหาชายแดนหรือไม่นั้น โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไทยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กัมพูชาด้วย โดยนายกฯมีเจตนาที่หนักแน่นว่าสถานการณ์ชายแดนจะไม่เริ่มเจรจาเปิดด่าน จนกว่ากัมพูชาจะถอนกำลัง
ตนเชื่อว่ามาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศที่ดำเนินการอยู่ จะกดดันให้กัมพูชา ถอนกำลังไปโดยเร็วที่สุดและสถานการณ์จะเป็นปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า แนวทางของรัฐบาลไทย คือไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกัมพูชาอย่างแน่นอน ยืนยันว่าศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยังมีอยู่ เป็นชุดเดิมและจะมีประชุมกัน
ส่วนที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุให้รัฐบาลช่วยประชาสัมพันธ์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เมื่อมีร่างรัฐธรรมนูญเข้าสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะต้องดูว่าสภาฯจะรับร่างไหนมาพิจารณาบ้าง ทิศทางของกรรมาธิการ(กมธ.) เป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่สับสน ยืนยันว่าเมื่อผ่านวาระหนึ่ง วาระสอง จะต้องประชาสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้น
สำหรับข้อกังวลประชามติ จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน รัฐบาลจะมีแนวทางสื่อสารกับประชาชนอย่างไรนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งมีความชัดเจนอยู่แล้ว สำหรับบัตรเลือกตั้ง มีลักษณะของบัตรก็ต่างกัน
ส่วนประชาพิจารณ์ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หรือ ยกเลิกMOU ก็ไม่ได้ยากลำบากในการทำความเข้าใจ แต่อาจเสียเวลา ตอนที่เข้าคูหา เพราะว่าจะมีหลายคำถามที่ต้องใช้วิจารณญาณ เชื่อว่าเมื่อถึงเวลา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดอะไรออกมา ก็คงจะสื่อสารให้ประชาชนทราบ เช่น ลักษณะบัตร สีบัตร จึงต้องรอกกต. กำหนดออกมาก่อน