รีคอฟ จับมือ ภาคี ร่วมจัดเวทีสัมมนาภูมิทัศน์ชีวิตฟอรั่ม มุ่งเน้นการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้อย่างยั่งยืน เพื่อคนท้องถิ่นและชุมชน
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา เวทีสัมมนาออนไลน์ “ภูมิทัศน์ชีวิตฟอรั่ม หรือ Living Landscape Forum” ร่วมกันจัดโดยวิทยาลัยชุมชนน่าน มูลนิธิฮักเมืองน่าน คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการพลเมืองสร้างป่าและรีคอฟ ประเทศไทย
ภายใต้การดำเนินงานโครงการฟลอริช และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ การก่อสร้าง และความปลอดภัยทางปรมาณู (BMU) ของประเทศเยอรมันนี ภายใต้แผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI)

วรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อำนวยการรีคอฟ แผนงานประเทศไทย แนะนำเวทีสัมมนาออนไลน์นี้ว่าถือเป็นเวทีประจำปีของรีคอฟสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และแนวทางความร่วมมือกันเพื่อยกระดับและพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับประเด็นหลักในปีนี้คือ ภูมิทัศน์ชีวิต ที่มีคำสำคัญอยู่สองคำคือ ภูมิทัศน์ ซึ่งเน้นมองความสัมพันธ์ของประเภทที่ดินต่างๆ และคำว่า ชีวิต ซึ่งสื่อถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น และประเด็นด้านเศรษฐกิจสังคมที่กำลังเผชิญอยู่ด้วย
เรแกน ไพโรจน์มหากิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส รีคอฟ ได้เน้นย้ำในช่วงปาฐกถาพิเศษว่า “เราไม่มีเวลาที่จะสูญเสียอีกต่อไปแล้วในการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรเชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งประเทศไทยยังคงไม่ได้นำการใช้ที่ดินเข้าสู่ NDC ในฐานะที่เป็นมาตรการในการลดการปลดปล่อย
ในขณะที่การใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเชื่อมโยงกับเรื่องอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลังจากการประชุม COP 26 ที่ผ่านมาได้มีการเสนอการช่วยเหลือทางการเงินเพื่อการฟื้นฟูป่าและการทำเกษตรที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสและเป็นช่องทางให้เกิดการอนุรักษ์และการฟื้นฟูป่า
ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องดึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและคนพื้นเมืองให้มามีส่วนกำหนดในเรื่องนี้ด้วย เพื่อสร้างการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นรูปแบบของเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียสภาพป่าและคุณภาพดิน”
คมวิทย์ บุณธำรงกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัทไพร์ช ออฟ วู้ด กล่าวถึง ทิศทางตลาดไม้เศรษฐกิจในไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่มีคนใช้ไม้น้อยลงเพราะไม้มีราคาและมูลค่าสูง ช่างฝีมือไม้มีน้อยและไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น แต่การสร้างแรงจูงใจนั้นต้องเผยแพร่เรื่องแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม 3 มิติ
ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว การสร้างชุดความคิดการผลิตไม้ที่เน้นเรื่องการนำไม้มาใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์แบบระยะยาว รวมถึงการใช้เทคโนโลยี เช่น Cross-laminated timber (CLT) หรือการทำไม้อัดให้มากขึ้น รวมถึงต้องส่งเสริมให้มีการปลูกไม้มีค่ามากขึ้น และริเริ่ม Forest Fund ให้เป็นรูปธรรม
จันทิรา ชินสุขเสริม ประธานกลุ่มโรงแรมสีเขียว จังหวัดน่าน กล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจภาคโรงแรม เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุมค่า เช่น การใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังเน้นการกำจัดน้ำเสีย และใช้อุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
การทำธุรกิจร่วมกับชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการรับรู้และการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการปลูกป่า การรักษาเมล็ดพันธุ์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวในชุมชน
ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวตระหนักด้านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเมื่อได้เข้าพักที่โรงแรม ข้อท้าทายคือภาคการลงทุนที่สถานประกอบการต้องยอมรับเพราะสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีมูลค่าราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป จะทำอย่างไรให้เข้าใจถึงคุณค่าในระยะยาวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม
ชาญ กำวงค์ ประธานชุมชนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปไม้สัก บ้านศรีบุญเรือง เล่าถึงสถานการณ์ที่กลุ่มเผชิญอยู่นั้น การตลาดยังไม่ดีหนัก ขั้นตอนและกระบวนการทำไม้ การแปรรูปยังติดเงื่อนไขทางกฏหมายอยู่บ้าง ปัจจุบันเกิดความร่วมมือกับบริษัทชาเล่ต์ในการแปรรูปไม้มาทำของเล่นสนามสำหรับเด็ก บนการสร้างความตกลงจัดการป่ากับกลุ่มสมาชิกโดยการตัดไม้สัก 1 ต้น ปลูก 2 ต้น
และใช้วิธีการเลี้ยงหน่อสักเพื่อลดต้นทุนการปลูก รวมถึงการปลูกไม้สักนั้นเป็นการลงทุนสร้างความมั่นคงในระยะยาว แต่ก็เริ่มสลับกับยางพาราที่มีระยะเวลาการปลูกสั้นกว่า แรงจูงใจที่จะทำให้กลุ่มวิสาหกิจนั้นยังรวมกลุ่มอยู่นั้น คาดหวังถึงการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ของเล่นให้มีความหลากหลายมากขึ้น ในส่วนของเครื่องมือและความรู้ไม่ทันสมัยพอ ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับตลาด

พระครูสุจิณนันทกิจ (พระสมคิด จรณธัมโม) เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ กล่าวถึง รูปแบบธุรกิจที่สนับสนุนภาคป่าไม้และฟื้นฟูป่าไม้มีอยู่และทำได้จริงจากการสร้างกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจ 43 กลุ่ม ภายใต้เงื่อนไขในการทำเกษตรกรรมไร้สารเคมี การหาและสร้างตลาดรองรับสินค้าผลิตภัณฑ์จากกลุ่มวิสาหกิจให้เกิดการหมุนเวียนโดยใช้วัดเป็นศูนย์กลาง
อีกทั้งการดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรม “สวมหมวกให้ภูเขา สวมรองเท้าให้ตีนดอย” และส่งเสริมเวทีเครือข่ายฯให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และสร้างแรงจูงใจในด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
พจนา สวนศรี ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์บริษัทเดอะแฟมิลีทรี กล่าวเสริมถึง ทิศทางหรือแนวทางธุรกิจเพื่อสังคมของธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพตรีผลา พลัสที่เน้นการใช้พืชสมุนไพรจากชุมชน และการทำตลาดสำหรับกลุ่มคนที่รักสุขภาพและแพทย์แผนไทย
ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสร่วมกันกับชุมชนจนพัฒนาเป็นธุรกิจโมเดล เช่น บ้านป่งห้วยลาน และบ้านศรีบุญเรือง ที่เน้นผลิตภัณฑ์วัตถุดิบจากชุมชน โดยมุ่งเน้นขั้นตอนการมีส่วนร่วมจากชุมชนตั้งแต่แรกจนถึงจบกระบวนการ จนเกิดคุณค่าและมูลค่าให้กับชุมชนและผลิตภัณฑ์นั่นนคือแรงจูงใจที่จะทำให้ชุมชนนั้นเห็นความสำคัญของการทำธุรกิจเพื่อดูแลป่า
ขอเชิญร่วมเรียนรู้ ร่วมยกระดับฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ ที่เปิดมุมมองการฟื้นฟูที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อคนท้องถิ่นและพวกเราทุกคน
โปรดติดตามรายละเอียดหัวข้อสัมมนาแต่ละวันได้ทางนี้ และถ่ายทอดสด เวทีสัมมนาออนไลน์นผ่านทาง Facebook Live ที่ https://www.facebook.com/recoftcinThailand/ ในวันที่ 24-27 ม.ค. 2565 ตั้งแต่เวลา 09.30-12.30 น.