แพทย์เตือน อย่าใช้ผ้าเช็ดตัวหลายวัน ไม่สะอาดแบบที่คิด แบคทีเรียอาจเพิ่มขึ้นถึง 500% แนะใช้ 2–3 ครั้งควรซัก และวิธีแก้ถ้าไม่อยากซักบ่อย

ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดิมติดต่อกันหลายวัน หรือบางคนใช้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก่อนซัก โดยเชื่อว่าเพียงผ้าเช็ดตัวยังดูสะอาดและไม่มีกลิ่น ก็ถือว่าปลอดภัย

นพ.เฉิน เฟิงเว่ย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าอาบน้ำควรซักหลังใช้ประมาณ 2 – 3 ครั้ง มิฉะนั้นจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้ง่าย แม้หลายคนจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ก็มักหาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อผัดผ่อนและไม่ยอมซัก

นพ.เฉิน เฟิงเว่ยอ้างอิงว่า นิตยสาร Time ปี 2025 เคยสัมภาษณ์แพทย์ผิวหนังชื่อดัง ซึ่งอธิบายว่า “ผ้าเช็ดตัวเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรกจำนวนมาก” เพราะมันช่วยเช็ดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วและจุลชีพออกจากร่างกาย อีกทั้งยังอาจปนเปื้อนเชื้อสแตฟฟิโลค็อกคัส เชื้อโรคจากอุจจาระ ไวรัสที่ก่อให้เกิดหูด และเชื้อราที่ทำให้เกิดน้ำกัดเท้าหรือกลาก

เมื่อผ้าเช็ดตัวถูกทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น เชื้อจุลชีพก็จะมีโอกาสเพิ่มจำนวน และเมื่อกลับมาใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดิมอีกครั้ง หากผิวหนังมีแผล รอยสิว รอยเกา หรือรอยถลอก เชื้อโรคเหล่านี้ก็อาจเข้าสู่เนื้อเยื่อผิวหนังได้

นพ.เฉิน เฟิงเว่ย ระบุว่า สื่อต่างประเทศมักกล่าวถึงหลักการใช้ผ้าเช็ดตัวที่เรียกว่า “กฎผ้าเช็ดตัว 3 วัน” (3-Day Towel Rule) แต่สำหรับผู้ที่ใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดิมบ่อย ควรระมัดระวังมากขึ้น โดยเปลี่ยนซักหลังใช้เพียง 2 – 3 ครั้ง

งานสำรวจในสหราชอาณาจักรปี 2023 พบว่า 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามซักผ้าเช็ดตัวเพียงทุก 3 เดือน และอีก 11% เว้นระยะเวลานานกว่านั้น โดยเชื่อว่าร่างกายตนเองสะอาด และมองว่าผ้าเช็ดตัวยัง “ดู” สะอาด

นอกจากนี้ 73% ใช้ผ้าเช็ดตัวเกินระยะเวลาที่แนะนำคือ 3 วัน ขณะที่งานวิจัยระบุว่า หากผ้าเช็ดตัวอยู่ในสภาพชื้นเกิน 24 ชั่วโมง จำนวนแบคทีเรียอาจเพิ่มขึ้นถึง 500% ที่สำคัญคือ ปัญหาผิวหนังเรื้อรังหลายกรณีมักดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากปรับปรุงสุขอนามัยของผ้าเช็ดตัว

นพ.เฉิน เฟิงเว่ย วิเคราะห์ว่า เหตุผลที่หลายคนรู้ว่าควรซักแต่ยังเลือกจะผัดผ่อน แท้จริงเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางจิตวิทยา ได้แก่

1. มองไม่เห็นก็เหมือนไม่มีอยู่ เมื่อมองไม่เห็นแบคทีเรีย และผลเสียไม่ได้เกิดขึ้นทันที สมองจึงเลือกการตัดสินใจที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด เช่น “ก่อนหน้านี้ก็ทำแบบนี้ ไม่เห็นเป็นอะไร” หรือ “ผิวเราก็ดีอยู่แล้ว” ทำให้ความเสี่ยงถูกลดทอนลงโดยอัตโนมัติ และการซักผ้าเช็ดตัวถูกเลื่อนความสำคัญลง

2. ฉันสะอาดนะ แต่วันนี้เหนื่อย เมื่อแนวคิด “ฉันใส่ใจคุณภาพชีวิต” ปะทะกับ “ฉันไม่อยากซักผ้า” จะทำให้รู้สึกขัดแย้งในใจ ผู้คนจึงมักหาข้ออ้างมาปลอบตัวเอง เช่น แขวนในที่อากาศถ่ายเทก็พอ ผ้าแพงน่าจะต้านเชื้อได้ หรือใช้เช็ดแค่ตัวไม่เช็ดหน้า

3. เพิ่มอีกวันก็ไม่เป็นไร การผัดผ่อนจะค่อย ๆ ทำให้ความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อใช้ผ้าเช็ดตัวถึงวันที่ 4 ก็ยิ่งคิดว่า “ใช้มาถึงขนาดนี้แล้ว เพิ่มอีกวันก็ไม่ต่างกัน” และเมื่อนึกว่า “ตอนนี้ซักเสียเวลา” ก็ยิ่งยากจะหยุด

4. ไม่มีกลิ่น = ปลอดภัย? หลายคนคุ้นชินกับการใช้ประสาทสัมผัส เช่น กลิ่นและสายตา เป็นตัวตัดสิน หากไม่เหม็น ไม่ดำ ก็สรุปว่าสะอาด ทั้งที่ “ไม่มีกลิ่น” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีจุลชีพ” การตัดสินแบบอาศัยความรู้สึกนี้ ทำให้ขอบเขตความปลอดภัยถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ

5. พรุ่งนี้ฉันจะมีวินัยมากกว่านี้ ต้นทุนของการซักผ้าเช็ดตัวเกิดขึ้นทันที (แยกผ้า ตาก พับ) แต่ผลดีเกิดขึ้นภายหลัง (รู้สึกสดชื่น ผิวแข็งแรงขึ้น) สมองจึงมักเลือกความสะดวกในปัจจุบัน และฝากความหวังไว้กับ “วันพรุ่งนี้”

6. คนอื่นก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น หากคนรอบตัวส่วนใหญ่ซักผ้าเช็ดตัวสัปดาห์ละครั้ง ก็ง่ายที่จะมองว่านี่คือเรื่องปกติ และในบ้านที่อยู่ร่วมกัน อาจเกิดความคิดว่า “เดี๋ยวก็มีคนซักให้” ทำให้ความรับผิดชอบถูกเฉลี่ยออกไป อีกทั้งการ “ไม่ทำอะไร” เป็นการละเว้นการกระทำ ซึ่งทางจิตวิทยามักรู้สึกผิดน้อยกว่า จึงปล่อยให้สถานการณ์คงอยู่ต่อไป

นพ.เฉิน เฟิงเว่ย แนะนำว่า วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ เตรียมผ้าเช็ดตัวและผ้าอาบน้ำให้เพียงพอ วางไว้ในตู้ห้องน้ำ และตั้งตะกร้าซักผ้าใบเล็กในห้องน้ำ เมื่อใช้ผ้าเช็ดตัวครบครั้งที่ 3 ก็ใส่ลงตะกร้าซัก แล้วหยิบผืนใหม่จากตู้มาใช้ หรือหากต้องการกำหนดวันตายตัว อาจตั้งให้สัปดาห์ละ 1 – 2 วันเป็น “วันซักผ้าเช็ดตัว” แล้วนำผ้าในตะกร้าเข้าเครื่องซักผ้าในวันนั้น เพื่อรักษาสุขอนามัยและลดความเสี่ยงต่อปัญหาผิวหนังในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน