ทำความรู้จัก บทบาทผู้ช่วยเหลือแก้ให้ทุกปัญหา แม้ไม่ใช่ปัญหาของตัวเอง เผยความลับ ‘Hero Syndrome’ ส่งผลกระทบในหลายด้าน ไม่ใช่แค่สุขภาพจิต

การติดบทบาทผู้ช่วยเหลือ คือ คนประเภทที่มักจะมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือ อยากแก้ปัญหา หรือรับผิดชอบชีวิตผู้อื่น ซึ่งในบางครั้งหากปัญหานั้น ๆ ถูกแก้ไขไม่ได้ตามความต้องการ หรือไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ก็จะทำให้คนประเภทนี้รู้สึกผิด หรือผิดหวังเสียเองที่ช่วยเหลือใครไม่สำเร็จ

หากมองแบบผิวเผินคนประเภทนี้ดูมีน้ำใจ เสียสละ พึ่งพาได้ แต่ทว่าเบื้อหลังของการช่วยเหลือเหล่านี้ คือความเชื่อว่า ต้องทำ ไม่ใช่ อยากทำ ทั้งยังมีความรู้สึกแฝง อย่าง ความต้องการเป็นที่ยอมรับ กลัวไม่มีคุณค่า อยากรู้สึกสำคัญต่อผู้อื่น ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจส่งผลกับสุขภาพจิตและความมั่นคงทางจิตใจได้

พฤติกรรมของคนที่มี Hero Syndrome เป็นอย่างไร?

  1. รู้สึกต้องรับผิดชอบปัญหาของคนอื่น ต้องเข้าไปแก้ปัญหา จัดการทุกอย่างแม้ใช่ปัญหาหรือหน้าที่ของตัวเองก็ตาม
  2. ปฏิเสธคำขอช่วยเหลือได้ยาก และถ้าหากคิดจะปฏิเสธจิง ๆ ก็อาจลำบากใจหรือไม่กล้าที่จะทำ แม้ตัวเองจะลำบากอยู่ แต่ก็จะตอบตกลงอยู่ดี
  3. รู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ช่วยเหลือ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเกินกำลังไปมาก
  4. อยากเป็นคนที่คนอื่นรู้สึกขาดไปไม่ได้ ชอบที่คนอื่นมาพึ่งพา และไร้ค่าถ้าคนอื่นไม่เลือกให้ช่วย
  5. พยายามเสนอทางออกให้ปัญหาของผู้อื่นทันที โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายต้องการไหม
  6. ละเลยตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง สนใจความรู้สึก หรือปัญหาของคนอื่นมากกว่าตัวเองจนลืมดูแลพชีวิตตัวเองให้ดี

เหตุผลที่ทำให้คนประเภทนี้รู้สึกต้องช่วยเหลือผู้อื่น

  • ผูกคุณค่าของตัวเองเอาไว้ที่คนอื่น อาจเพราะเชื่อว่าการช่วยเหลือ เสียสละ หรือทำให้ทุกคนพอใจ คือการเป็นคนดี
  • กลัวการไม่ถูกรักหรือถูกปฏิเสธ เชื่อว่าการตอบตกลงหรือให้ความช่วยเหลือคือการรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ เพราะหากปฏิเสธอาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจและสูยเสียความรักไป
  • รับผิดชอบคนอื่นมาตั้งแต่เด็กทำให้ชินกับการแก้ปัญหาให้คนอื่น ทำให้มองข้ามตัวเองไปอยู่เสมอ
  • ต้องการการยอมรับจากสังคม การที่คนอื่นพึ่งพา ทำให้รู้สึกว่าถูกสนใจหรือถูกรักหรือถูกยอมรับจากสังคม

อย่างไรก็ตามการเป็น Hero Syndrome มักส่งผลกระทบในหลายด้าน

  1. ด้านสุขภาพจิต เมื่อการช่วยเหลือไม่สำเร็จ จึงเกิดความเครียด วิตกกังวล และความเหนื่อยล้าทางอารมณ์
  2. ความสัมพันธ์เกิดความไม่สมดุล เมื่ออีกฝ่ายคอยแก้ปัญหา แต่อีกฝ่ายชิน และรับรู้ว่าอีกฝ่ายจะคอยช่วยเสมอ
  3. การใช้ชีวิต เพราะการให้ค่ากับผู้อื่นมากกว่า จนไม่มีเวลาโฟกัสหรือสนใจตัวเองมากพอ
  4. ความรู้สึกน้อยใจ เมื่อการช่วยเหลือที่ให้ไป ไม่ได้รับคำขอบคุณ หรือไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องเข้าใจ คือไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และทุกความช่วยเหลือไม่ได้แปลว่าต้องเข้าไปช่วยเสมอ เพราะหากปัญหาเหล่านั้นมากเกินรับไหว หรือยังคาดหวังการตอบแทนที่เป็นไปไม่ได้ ก็อาจจะป็นสัญญาณว่าควรปฏิเสธเพื่อรักษาทั้งสุขภาพจิต และร่างกายของตัวเราเอง

ที่มาข้อมูล : health.clevelandclinic.org

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน