ปธ.ศาลอุทธรณ์ ชี้ประชาชนยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตได้ หากพบการทำหน้าที่มิชอบ เพราะเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน

วันที่ 6 พ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล สว. สำรองกลุ่ม 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะกรรมการ กกต. รวม 8 คน ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

โดยมีชนวนเหตุมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติ 4 ต่อ 3 ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการทุจริตหรือฮั้วเลือกตั้ง สว. ต่อมา ฝ่ายกกต.ที่เป็นจำเลยได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

การพิจารณาจึงอาจมิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมทั่วไป แต่อาจอยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งผลให้ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว พร้อมส่งสำนวนและประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมาย

ต่อมา นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 ชี้ขาดว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

“การกระทำทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน” ดังนั้น ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์จึงถือเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2)

นอกจากนี้ แม้จะมีช่องทางพิเศษให้ ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นราษฎรยื่นฟ้องเอง คดีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของช่องทางพิเศษดังกล่าว

ประกอบกับจำเลยทั้ง 8 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ประธานศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 กลุ่มผู้สมัคร สว. สำรอง เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 12/2569 ซึ่งมีผลเป็นการจำกัดอำนาจประชาชนในการยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง พร้อมทั้งขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมองว่ามีพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เนื่องจาก นางมัณฑรี ได้มีคำวินิจฉัยที่ วท. 12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สรุปสาระสำคัญว่า คดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งระบุให้ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนก่อน แล้วจึงส่งต่อไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (1) และ (3) ยังกำหนดให้คดีกล่าวหา กกต. อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เท่านั้น

ประกอบกับมาตรา 5 ที่บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ไว้พิจารณาพิพากษา ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงไม่สามารถยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรงได้

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน