เปิดใจแข็งแรงแล้ว 13หมูป่า ซึ้งใจผู้ช่วยเหลือ

พระราชทานเพลิงฮีโร่ ปีติโปรดเกล้าฯจ่าแซม ยศนาวาตรี-เครื่องราช

ครอบครัว “จ่าแซม” ปีติ ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระ ราชทานยศ “น.ต.” และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้วีรบุรุษผู้พลีชีพขณะช่วยเหลือ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าติดถ้ำเชียงราย คนร่วมงานพระราชทานเพลิงศพแน่นวัดร้อยเอ็ด รมต.สธ.เผย 19 ก.ค. ทั้งหมดพร้อมกลับบ้าน แต่ไม่อยากให้สื่อตามสัมภาษณ์กลัวมีคำถามกระทบจิตใจ เผยแพร่คลิปเปิดใจ 13 หมูป่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยชีวิต ปค.แจงวิธีขอสัญชาติให้โค้ชเอกและอีก 3 ลูกหมู “เฉลิมชัย”ร่วมศิลปินชาวเชียงราย วาดภาพบันทึกเหตุการณ์ประวัติ ศาสตร์ เผยกรมอุทยานฯ ไฟเขียวให้สร้างอนุสาวรีย์ “จ่าแซม”

องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการพระราชทานเพลิงศพ น.ต.สมาน กุนัน ป.ช.

เผยหมูป่ากลับบ้านได้19ก.ค.

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 ก.ค. ที่ห้องประชุมพระราชปัญญาโมลี อาคารสงฆ์อาพาธ ร.พ.เชียงรายประชานุเคราะห์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข(สธ.) พร้อม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดสธ. เข้าเยี่ยมให้กำลังใจนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่า อะคาเดมี และผู้ช่วยโค้ช 13 คน ก่อนจะแถลงรายงานความคืบหน้าการดูแลรักษา พบว่าทุกคนมีสภาพร่างกายฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นปกติ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน ตามแผนการรักษา ส่วนด้านจิตใจทุกคนมีสภาพจิตใจที่ดี โดยครอบครัวและญาติสามารถเข้าเยี่ยมได้ ภายใต้ระบบการป้องกันการติดเชื้อที่มีมาตรฐาน

ทีมหมุป่าอะคาเดมี

นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ทั้ง 13 คนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ขณะนี้ทั้งหมดไม่มีอาการติดเชื้อ และไข้ พบว่าทั้งหมดมีกำลังใจดีมาก ส่วนบางคนที่น้ำหนักลดลงเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มคนละ 2 กิโลกรัม และอยากรับประทานอาหารมากขึ้น โรงพยาบาลจะพยายามจัดหาให้ตามความเหมาะสม ด้านโรคติดเชื้อไม่มีความกังวล วันนี้จึงให้นำหน้ากากปิดกั้นเชื้อออกได้ รวมถึงผู้เข้าเยี่ยมด้วย ซึ่งอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ทุกคน ส่วนการรักษาเยียวยาด้านจิตใจ สธ. และโรงพยาบาลจะดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็มีสภาพจิตใจที่ดีหากออกจากโรงพยาบาลไปเผชิญกับสังคม เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า ไม่มีผลกระทบด้านจิตใจจากเรื่องที่เกิดขึ้น

นพ.ปิยะสกลกล่าวอีกว่า ขณะนี้เห็นควรว่าจะให้ออกจากโรงพยาบาลพร้อมกัน ตามกำหนดอาจจะเป็นวันที่ 19 ก.ค. เชื่อว่าทุกคนจะมีความพร้อมทั้งร่างกาย และจิตใจ โดยได้จัดทีมจิตแพทย์เฝ้าติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังให้ครอบครัวเตรียมความพร้อมในการดูแลเด็ก และจิตใจของครอบครัวเอง ต้องทำความเข้าใจว่าแม้เด็กจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่แข็งแรงเท่าคนทั่วไป ยังคงต้องการการพักผ่อน และต้องการการเติบโตด้านสุขภาพกายไปพร้อมกัน ฉะนั้นการเดินสายสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ โดยเฉพาะในระยะเวลา 1 เดือนแรก ทางด้านครอบครัวเองต้องระมัดระวังในการให้สัมภาษณ์ หากอนุญาตให้เด็กออกสัมภาษณ์ ต้องระมัดระวังผลกระทบทางจิตใจจากคำถามจึงมีคำแนะนำให้กับสื่อมวลชนต่างๆ ด้วย

“ส่วนเรื่องขอสัมภาษณ์ และคำถาม ผู้ถามควรจะคำนึงถึงผลกระทบต่อจิตใจ เราไม่ทราบว่าเด็กจะเป็นอย่างไร มันสำคัญที่คนถาม มากกว่าคนตอบ ซึ่งพวกเราต้องช่วยกัน ความจริงอยากจะบอกว่าไม่ควรถามเลย คนถามควรจะถามตัวเองว่า สิ่งที่ถามทำให้เด็กได้ประโยชน์ หรือคนถามได้ประโยชน์ ผมคิดว่าวิจารณญาณของแต่ละคนน่าจะมี” รมว.สธ.กล่าว

13 คนเปิดใจผ่านคลิป

หลังจากจบการแถลงได้เปิดวิดีโอของน้องๆ ทั้ง 13 คน ที่แนะนำตัว บอกถึงสุขภาพ และสิ่งที่ตัวเองอยากรับประทาน สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน และยินดีที่ทุกคนมีสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง

1.นายเอกพล หรือเอก จันทะวงษ์ อายุ 25 ปี ผู้ช่วยโค้ชทีมฟุตบอล กล่าวว่า ตอนนี้ปกติแข็งแรงดี ทานข้าวได้ปกติ เมนูที่อยากกินเป็นข้าวผัดหมูกรอบ ขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือตลอด ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี พี่ๆ หน่วยซีล และพี่ๆ หมอ ทุกคน 2.ด.ช.อดุลย์ สามออน อายุ 14 ปี กล่าวว่า ตอนนี้สุขภาพเริ่มดีขึ้นแล้ว อยากกินเคเอฟซี อยู่ที่นี่วาดภาพอยู่วาดพี่เอก และเพื่อนๆ ในทีมทุกคน โดยอดุลย์ได้พูดเป็นภาษาอังกฤษด้วยว่า เขาชื่อ อดุลย์ ตอนนี้สบายดี ขอบคุณทุกคนมากที่ ช่วยเหลือ

3.ด.ช.ประจักษ์ หรือโน้ต สุธรรม อายุ 14 ปี กล่าวว่า ตอนนี้สุขภาพดี ขอบคุณทุกคนที่ช่วยพวกผม 4.ด.ช.ณัฐวุฒิ หรือเติ้ล ทาคำทราย อายุ 14 ปี กล่าวว่า สุขภาพแข็งแรงดี อยากกินกะเพราหมูกรอบ ขอบคุณครับที่เป็นห่วง 5.ด.ช.พิพัฒน์ หรือนิค โพธิ อายุ 15 ปี กล่าวว่า ร่างกายแข็งแรงดี อยากกินข้าวหมูกรอบ ข้าวหมูแดง ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วย และเป็นกำลังใจให้ 6.ด.ช.ภานุมาศ หรือมิกซ์ แสงดี อายุ 13 ปี กล่าวว่า แข็งแรงดีครับ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและเข้าไปช่วยเหลือ ตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงปลอดภัยแล้วครับ

7.ด.ช.ดวงเพชร หรือดอม พรมเทพ อายุ 13 ปี กล่าวว่า สุขภาพดี อยากกินข้าวขาหมู และขอบคุณทุกกำลังใจครับ 8.ด.ช.ชนินทร์ หรือไตตั้น วิบูลย์รุ่งเรือง อายุ 11 ขวบ กล่าวว่า ร่างกายเริ่มปกติแล้ว อยากกินซูชิ ขอบคุณพี่ๆ หน่วยซีลที่เข้ามาช่วย และทุกๆ คน ที่เป็นกำลังใจให้ 9.ด.ช.เอกรัตน์ หรือบิว วงค์สุขจันทร์ อายุ 14 ปี ระบุว่า ตอนนี้สบายดีครับ อยากขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง 10.นายพีรพัฒน์ หรือไนท์ สมเพียงใจ อายุ 16 ปี กล่าวว่า แข็งแรงดี อยากกินหมูกระทะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ส่งมาให้

11.นายพรชัย หรือตี๋ คำหลวง อายุ 16 ปี กล่าวว่า อยากกินข้าวผัดหมูกรอบ ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ที่คอยส่งแรงใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกผม 12.ด.ช.สมพงศ์ หรือพงศ์ ใจวงค์ อายุ 13 ปี กล่าวว่า แข็งแรงดีแล้วครับ อยากกินข้าวผัดกะเพราไข่ดาว อยากขอบคุณทุกๆ คน ที่เป็นกำลังใจให้ผม ขอบคุณคนทั่วโลกที่มาช่วยผมด้วย และ 13.ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม อายุ 13 ปี กล่าวว่า ตอนนี้สบายแข็งแรงดี พร้อมวิ่งแล้ว อยากกินสเต๊ก ขอบคุณคนไทยทุกคนที่ให้กำลังใจ ผมจะแข็งแรงและสู้ต่อไป

บิ๊กคลีนนิ่งถ้ำหลวง

ส่วนที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง นำประชาชนจิตอาสากว่า 4 พันคน ร่วมกิจกรรมอาสาโครงการพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” กิจกรรมฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน โดยจะทำความสะอาดทั้งหมด 2 วัน คือวันที่ 14-15 ก.ค. กระจายทำความสะอาดตามถ้ำหลวงทั้งหมด 5 จุด คือ 1.บริเวณวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน 2.ถ้ำทรายทอง หรือขุนน้ำ นางนอน 3.วัดโดยรอบในพื้นที่ 3 วัด 4.ดอยผาหมี และ 5.กิ่วคอนาง

จิตอาสาจะเก็บขยะ เก็บอุปกรณ์การทำงาน ทำความสะอาด ปรับสภาพพื้นที่ รวมถึงรื้อฝายเบี่ยงทางน้ำบนเเนวเขาทั้งหมด เพื่อทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ให้กลับมามีสภาพแวดล้อมอุดม สมบูรณ์เหมือนเดิม เนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องใช้พื้นที่บริเวณโดยรอบถ้ำหลวง ใช้เป็นพื้นที่กู้ภัย ช่วยเหลือชีวิตทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต กว่า 2 สัปดาห์ อาจทำให้สภาพแวดล้อมโดยรอบเสียหาย จากนั้นในวันที่ 16 ก.ค. กรมอุทยาน เเห่งชาติสัตว์ป่าเเละพันธุ์พืช จะประกอบพิธีตามความเชื่อของชาวเหนือ เพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนด้วย

ปค.แจงวิธีขอสัญชาติ 4 หมูป่า

ด้านร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง(ปค.) กล่าวว่า จากรายงานล่าสุดกรณีทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี จำนวน 13 คน พบว่าไม่มีสัญชาติไทย 4 คน โดยเป็นเด็ก 3 คน และผู้ฝึกสอน 1 คน ประกอบด้วย ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม เกิดวันที่ 10 เม.ย. 48 อายุ 13 ปี ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน เกิดวันที่ 21 มิ.ย. 47 อายุ 14 ปี นายพรชัย คำหลวง เกิดวันที่ 3 ก.ย.45 อายุ 16 ปี และนายเอกพล หรือโค้ชเอก จันทะวงศ์ อายุ 25 ปี

สาเหตุที่บุคคลทั้ง 4 คนไม่ได้สัญชาติไทย เนื่องจากมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ข้อมูลที่ตรวจพบปรากฏว่าทั้ง 4 คนไม่ได้แจ้งการเกิด ไม่มีสูติบัตร ในส่วนของเด็ก 3 คน ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎรในกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามมติ ครม. วันที่ 18 ม.ค. 2548 โดยมีเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ขณะที่นายเอกพลมีหนังสือรับรองการเกิดของร.พ.แม่สาย แต่ไม่ได้แจ้งเกิดและไม่ได้จัดทำทะเบียนราษฎร จึงไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก

การขอสัญชาติไทยของทั้ง 4 คน จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 โดยจากข้อมูลที่ได้รับ แม้บิดามารดาของทั้ง 4 คนไม่ใช่คนสัญชาติไทย แต่ทั้ง 4 คนเกิดในดินแดนประเทศไทย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย ได้แก่ สูติบัตร หรือใบเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิดที่นายทะเบียนออกให้ เรียกว่า ท.ร.20/1 จึงเป็นสิ่งสำคัญ ขณะนี้ประเด็นการขอสัญชาติไทยของทั้ง 4 คน จึงต้องเริ่มต้นด้วยการพิสูจน์ว่าพวกเขาเกิดในประเทศไทย และเมื่อได้รับสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิดจากนายทะเบียนแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขอมีสัญชาติไทยต่อไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลในแบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนราษฎรของ ด.ช.มงคล ด.ช.อดุลย์ และนายพรชัย ระบุว่าทั้งสามคนเกิดที่ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ดังนั้นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ต้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ (นายอำเภอ) หรือนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาล (ปลัดเทศบาล) แห่งท้องที่ที่เด็กเกิด เพื่อขอให้นายทะเบียนออกหนังสือรับรองการเกิดตามแบบ ท.ร.20/1 ให้ โดยพยานหลักฐานสำคัญที่จะต้องใช้ได้แก่ บุคคลที่รู้เห็นการเกิด อาจเป็นหมอตำแย ญาติ เพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น

เผยทั้งหมดไม่น่ามีปัญหา

เมื่อพิจารณาจากอายุของเด็กแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องพยานรับรอง ส่วนกรณีของโค้ชเอก เนื่องจากมีหนังสือรับรองจากโรงพยาบาลแม่สาย จึงสามารถยื่นเรื่องขอแจ้งการเกิดได้ที่เทศบาลตำบลแม่สาย เมื่อนายทะเบียนออกสูติบัตรให้แล้ว จะกำหนดให้เลขประจำตัว 13 หลัก และเพิ่มชื่อเข้าในเอกสารทะเบียนราษฎร

ร.ต.ท.อาทิตย์กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังทั้ง 4 คนมีสูติบัตรหรือใบเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิดแล้ว ก็คือการยื่นคำขอมีสัญชาติไทย โดยกรณีของด.ช.มงคล ด.ช.อดุลย์ และนายพรชัย ถ้าเกิดในประเทศไทยจะเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งให้สัญชาติไทยได้ตามหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 ธ.ค.59 โดยกรณีของด.ช.มงคล และนายพรชัย จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 1) ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ทางราชการได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ และมีเลขประจำตัว 13 หลัก เช่น ชาวเขา ชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ เป็นต้น บิดาหรือมารดาต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำขอมีสัญชาติไทย เด็กจะได้รับสัญชาติไทย

จากการตรวจสอบพบว่ามารดาของด.ช. มงคล และนายพรชัย เป็นชาวไทยลื้อหรือชาวไทยใหญ่ที่มีทะเบียนประวัติไว้แล้ว ขณะที่ข้อมูลของด.ช.อดุลย์ ไม่ปรากฏทะเบียนของบิดามารดา และทราบเบื้องต้นว่าด.ช.อดุลย์อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของคริสตจักร บิดามารดาทอดทิ้งไปตั้งแต่เล็ก จึงจะเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 2) ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยแต่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง หรือไม่ปรากฏบิดามารดา เด็กต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 10 ปี และจะต้องมีหนังสือรับรองว่าเป็นคนที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง ซึ่งจะขอเอกสารดังกล่าวได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เด็กก็จะสามารถขอมีสัญชาติไทยได้

ชี้”โค้ชเอก”ก็เข้าเกณฑ์

ขณะที่นายเอกพลจะเข้าตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 3) ที่ระบุว่าถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวที่มิใช่ชนกลุ่มน้อย เด็กจะต้องเรียนหนังสือในประเทศไทยจนจบปริญญาตรี แล้วเอาหลักฐานปริญญาบัตรและผลการเรียนไปยื่นขอสัญชาติไทย ทั้งนี้ รมว.มหาดไทย มอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ กรณีผู้ขอสัญชาติมีอายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติ กรณีผู้ขอมีสัญชาติมีอายุเกินกว่า 18 ปี

นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยด้วยก่อนวันที่ 26 ก.พ.2535 การขอสัญชาติไทยสามารถดำเนินการได้อีกช่องทางหนึ่ง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 กำหนดคุณสมบัติว่า ผู้ขอจะต้องมีหลักฐานการเกิด มีเลขประจำตัว 13 หลัก มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และอาศัยอยู่ติดต่อกันในประเทศไทย โดยกฎหมายให้อำนาจนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

ทั้งนี้ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาของโค้ชเอก เป็นชาวไทยลื้อที่เกิดในประเทศไทยจริงตามที่เป็นข่าว ถึงแม้จะเสียชีวิตแล้วก็ตาม โค้ชเอกก็สามารถขอมีสัญชาติไทยตามช่องทางนี้ได้ สำหรับระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการรับคำขอมีสัญชาติไทยพร้อมพยานหลักฐานครบถ้วน จนถึงการพิจารณาอนุมัติของนายอำเภอ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

เฉลิมชัยวาดภาพ”เดอะฮีโร่”

ที่สมาคมขัวศิลปะ บ้านขัวแคร่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ พร้อมด้วยศิลปินชาวเชียงรายหลากหลายแขนงรวมตัวเพื่อวาดภาพ “เดอะฮีโร่” ใบใหญ่ขนาดความยาว 13 เมตร กว้าง 3 เมตร เท่าจำนวนทีมเยาวชนหมูป่า อะคาดามี 13 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือจากการติดอยู่ในถ้ำหลวง

โดยกิจกรรมมีการใช้สีน้ำมันวาดบนผืนผ้าใบดังกล่าวเป็นรูปเหตุการณ์ ตั้งแต่การติดถ้ำของทีมฟุตบอล ปฏิบัติการช่วยเหลือ และรูปบุคคลต่างๆ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ระดมกำลังกันเข้าไปช่วยเหลือจนทั้งหมดปลอดภัย โดยอาจารย์เฉลิมชัยเริ่มวาดภาพของจ.อ.สมาน หรือจ่าแซม กุนัน นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ กองทัพเรือ ที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการช่วยเหลือดังกล่าว จากนั้นศิลปินคนอื่นๆ ทยอยวาดภาพทั้งหมดโดยใช้ระยะเวลาถึงวันที่ 15 ก.ค.นี้ จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ ตลอดกิจกรรมศิลปินต่างสวมเสื้อยืดสีขาวมีข้อความบนเสื้อว่าฮีโร่และภาพเป็นสัญลักษณ์ด้วย

อาจารย์เฉลิมชัยและศิลปินยังร่วมกันแถลงว่า จะสร้างศาลายาว 20 เมตร ห้องน้ำ 20 ห้อง บริเวณด้านหน้าถ้ำหลวงภายในวนอุทยานฯ และทำรูปปั้นขนาด 1 เท่าครึ่งของจ.อ.สมาน บริเวณด้านหน้าศาลาดังกล่าวด้วย ส่วนภายในศาลาจะนำภาพวาดขนาดยาว 13 เมตรที่แล้วเสร็จดังกล่าวไปจัดแสดง พร้อมระบุว่า เกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนจะหลงลืมเรื่องนี้ไป ดังนั้นจึงรีบดำเนินการโดยใช้งบประมาณส่วนตัวประมาณ 10 ล้านบาท สร้างอนุสรณ์สถาน ดังกล่าวซึ่งออกแบบโดยอาจารย์สมลักษณ์ ปัน ติบุญ ศิลปินชาวเชียงราย ผู้ชำนาญศิลปะเกี่ยวกับไม้และสามารถออกแบบให้เข้ากับธรรมชาติของวนอุทยานฯ ดังกล่าวได้อย่างลงตัว

ภายในนอกจากจะมีภาพไปจัดแสดงยังมีรูปถ่ายปฏิบัติการที่จะมีการขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ภายใต้ศิลปะที่มีความสุนทรียภาพให้ผู้คนได้ไปศึกษา รวมทั้งยังจะสร้างรูปปั้นของจ.อ.สมานไว้ด้านหน้าขนาด 1 เท่าครึ่งของคนจริงคาดว่าจะสูงประมาณ 2.40 เมตร แต่จะใช้ระยะเวลาในการจัดทำแบบ 2 เดือนกว่า และหล่อด้วยโลหะแล้วเสร็จราวเดือนก.พ.2562 ดังนั้นจะทำเป็นฐานไว้ด้านหน้าก่อน ส่วนศาลาจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน เพื่อให้ทันการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของ จ.เชียงราย ช่วงเดือน พ.ย.นี้ และผู้คนจะได้ไปเยือนเพื่อชมก่อนได้ จึงเรียกได้ว่าสถานที่แห่งนี้จะมีครบทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมอย่างแท้จริง

ไฟเขียวอนุสาวรีย์จ่าแซม

อาจารย์เฉลิมชัยกล่าวอีกว่า ปัจจุบันได้รับการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เจ้าของสถานที่ให้เข้าไปจัดสร้างแล้ว โดยตนและอธิบดีกรมดังกล่าวจะเดินทางไปดูพื้นที่ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. จากนั้นศิลปินจะเริ่มก่อสร้างทันทีที่เลือกสถานที่และได้รับอนุญาตให้สร้างได้โดยตนจะมอบเงินล่วงหน้าให้อาจารย์สมลักษณ์ก่อนจำนวน 1 ล้านบาท จากนั้นหากไม่พอไปรับเพิ่มเติมอีกได้จนกว่าจะสร้างแล้วเสร็จ เมื่อแล้วเสร็จให้รัฐบริหารจัดการ แต่ก็ยังกังวลเรื่องการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐจึงจะจัดหารายได้ด้วยการจัดทำโปสเตอร์ โปสการ์ด ของฝากของที่ระลึก ฯลฯ จำหน่ายภายในศาลา เพื่อให้มีรายได้ให้เจ้าหน้าที่ได้นำไปบริหารจัดการต่อไป

ด้านอาจารย์สมลักษณ์กล่าวว่า ศาลาดังกล่าวเป็นรูปทรงศิลปะล้านนาร่วมสมัยหลังคา 2 ชั้น มีช่องสำหรับระบายอากาศระหว่างหลังคา ไม้ที่ใช้เป็นไม้เก่า เช่น เสาบ้านเก่า ฯลฯ พื้นเป็นคอนกรีตซึ่งจะมีความคงทนและงดงามเข้ากับธรรมชาติของป่าไม้และขุนเขาที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน การก่อสร้างระดมศิลปินโดยไม่คิดค่าจ้างใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

ด้านอาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการสร้างผลงานทางศิลปะดังกล่าวบรรดาศิลปินได้ทุ่มเทอย่างเสียสละ แม้แต่ชาวบ้านข้างเคียงทำอาหารมาเลี้ยงให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและภาคเอกชนก็สนับสนุนน้ำดื่มอาหารให้ครบถ้วนด้วย

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งไปชม อาจารย์เฉลิมชัยและศิลปินชาวเชียงรายวาดภาพ “เดอะฮีโร่” กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ร่วมกับทางอาจารย์เฉลิมชัยและบรรดาศิลปินในการจะจัดสร้างสถานที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อการเรียนรู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยจะร่วมกับอาจารย์เฉลิมชัยเข้าไปดูพื้นที่อีกครั้งในวันที่ 15 ก.ค. เพราะต้องดูรายละเอียดของอาคารและสิ่งก่อสร้างอย่างละเอียด เนื่องจากมีระเบียบข้อกำหนดตามกฎหมาย แต่ก็สามารถทำได้โดยเนื้อที่ก่อสร้างอาจไม่มากและใช้ฝั่งซ้ายของถนนบริเวณหน้าถ้ำเป็นสถานที่ก่อสร้าง สิ่งสำคัญคือกลมกลืนกับธรรมชาติ

โปรดเกล้าฯยศนต.-อิสริยาภรณ์

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานยศทหารและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า จ.อ.สมาน กุนัน ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 ชั้นที่ 3 สังกัดกองเรือยุทธการ เป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดี และได้อุทิศความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จนกระทั่งตนเองเสียชีวิต มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน องค์กรและนานาประเทศ

ทั้งนี้ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 5 และมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ยศทหาร ปี 2479 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ น.ต.เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ จ.อ.สมาน กุนัน และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2561 ประกาศ ณ วันที่ 14 ก.ค. 2561 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน

วันเดียวกัน เวลา 16.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการพระราชทานเพลิงศพ น.ต.สมาน กุนัน ป.ช. ณ เมรุวัดบ้านหนองคู อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ นาวาตรี เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ จ.อ.สมาน กุนัน หรือจ่าแซม ที่เสียสละอุทิศตนปฏิบัติงานช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชน และผู้ฝึกสอน ทีมหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย และได้เสียชีวิตขณะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอบแทนคุณความดีของ น.ต.สมาน และเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลสืบไป

ต่อมาเวลา 16.08 น. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.พะเยา ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นผู้แทนนักฟุตบอลเยาวชน ทีมหมูป่า อะคาเดมี ในการวางดอกไม้จันทน์และกล่าวคำอาลัย โดย อ่านจดหมายจากน้องๆ 13 ชีวิตทีมหมูป่า อะคาเดมี ใจความว่า

“ถึงพี่จ่าแซมจากน้องๆ ทีมหมูป่า วันนี้พวกเราเหมือนได้มีชีวิตใหม่ มีสุขภาพแข็งแรง ดีวันดีคืน และกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้งหนึ่งเหมือนมีปาฏิหาริย์ ซึ่งในความเป็นจริงปาฏิหาริย์ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากปราศจากซึ่งความทุ่มเทและเสียสละของผู้คนจำนวนมากที่ทำให้กับพวกเรา บุคคลสำคัญในภารกิจนี้ท่านหนึ่งคือ พี่จ่าแซม ที่เป็นกำลังสำคัญในทีมดำน้ำที่พยายามช่วยเหลือพวกเราอย่างสุดความสามารถ พี่จ่าแซมจากพวกเราไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่บุญคุณที่พี่จ่าแซมมีต่อพวกเราและครอบครัว จะตราตรึงคงอยู่ ในดวงใจของพวกเราตลอดกาล พวกเราขอขอบพระคุณในความทุ่มเท ความเสียสละ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของพี่ที่ได้ช่วยเหลือพวกเรา ขอให้ดวงจิตของพี่จ่าแซม ได้สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ตราบนิรันดร์”

บทความก่อนหน้านี้ภาพสะเทือนใจ วินาทีฝรั่งโผกอดภรรยา “จ่าแซม” ก่อนร้องไห้โฮไปด้วยกัน
บทความถัดไปฉุนถูกเตือนห้ามกินเบียร์ในร้าน หนุ่มหัวร้อนชักมีดแทงส.ต.ต.เจ็บสาหัส