เปิดหลักเกณฑ์ ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ฮาคีม อัล-อาไรบี นักฟุตบอลลี้ภัย กลับบาห์เรน !

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

กรณี พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายฮาคีม อัล-อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน เป็นจำเลย เพื่อขอดำเนินการส่งตัวนายฮาคีมกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ตามคำขอของทางการบาห์เรนที่ส่งมาให้ทางการไทย ซึ่งนายฮาคีมได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจากประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2560

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

โดยผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าสำหรับการพิจารณาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะเป็นไปตามพ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มีหลักเกณฑ์บัญญัติไว้ดังนี้

1.ผู้มีสิทธิร้องขอให้ประเทศไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ ประเทศ ดินแดนหรือองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งจะรวมเรียกว่าประเทศผู้ร้องขอ

2.เงื่อนไขการส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ ต้องเป็นความผิดอาญาซึ่งกฎหมายของประเทศผู้ร้องขอและกฎหมายไทยกำหนดเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกหรือโทษจำกัดเสรีภาพในรูปแบบอื่นตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป หากมีโทษต่ำกว่านี้ก็สามารถร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้แต่ต้องเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกับความผิดที่ให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องขอแล้ว

3.การร้องขอมี 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 เป็นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศผู้ร้องขอที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย หากเข้ากรณีนี้ ให้จัดส่งคำร้องขอไปยังผู้ประสานงานกลาง ซึ่งก็คือ อัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย กรณีที่ 2 เป็นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศผู้ร้องขอที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยวิธีการ คือ ให้จัดส่งคำร้องขอดังกล่าวโดยผ่านวิถีทางการทูต

4.วัตถุประสงค์ที่ขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ (1) เพื่อการฟ้องร้อง หรือ (2) รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในความผิดอาญาซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจดำเนินคดีของประเทศผู้ร้องขอ โดยรัฐบาลไทยจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) กรณีเป็นความผิดที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้และไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายไทยหรือไม่ใช่ความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองหรือเป็นความผิดทางทหาร (2) กรณีที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน เมื่อประเทศผู้ร้องขอได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่ประเทศไทยในทำนองเดียวกันเมื่อประเทศไทยร้องขอหรือเป็นลักษณะต่างตอบแทน

5.ความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองที่รัฐบาลไทยอาจไม่พิจารณาส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นต้องไม่หมายความรวมถึงความผิดดังต่อไปนี้ (1) การปลงพระชนม์ ประทุษร้ายต่อพระองค์หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์พระราชินีหรือรัชทายาท (2) การฆ่า ประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาล หรือสมาชิกโดยตรงในครอบครัวของบุคคลนั้น และ (3) การกระทำความผิดที่ไม่ถือว่าเป็นความผิดทางการเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี

6.ความผิดทางทหารหมายความว่าความผิด อาญาทางทหารโดยเฉพาะและมิใช่ความผิดตามกฎหมายอาญาทั่วไป
7.การดำเนินการตามคำร้องขอให้ส่งบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจะกระทำได้เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศผู้ร้องขอกำหนดไว้ (2) บุคคลนั้นยินยอมให้ส่งข้ามแดน หรือ (3) เป็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดนภายใต้เงื่อนไขต่างตอบแทนที่ประเทศไทยทำกับประเทศผู้ร้องขอ

8. ในกรณีที่คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนยื่นผ่านวิธีทางการทูต ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) หากเห็นว่าคำร้องขอดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะไม่ดำเนินการให้ก็ให้ส่งคำร้องนั้นให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการต่อไป

(2) หากเห็นว่าคำร้องขอดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือมีเหตุผลอื่นที่ไม่อาจดำเนินการให้ได้ก็ให้กระทรวงการต่างประเทศเสนอความเห็นนั้นพร้อมด้วยคำร้องขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นชอบต่อความเห็นดังกล่าวของกระทรวงการต่างประเทศให้พิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องขอก็ให้กระทรวงการต่างประเทศส่งเรื่องให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการต่อไป

9.เมื่อได้รับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากกระทรวงการต่างประเทศหรือจากประเทศผู้ร้องขอแล้วแต่กรณี ให้ผู้ประสานงานกลางพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เห็นว่าคำร้องขอนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะดำเนินการให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ออกหมายจับแล้วจัดส่งหมายจับให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

(2) ในกรณีที่คำร้องขอนั้นมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือมีเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้อง หรืออาจดำเนินการให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นบางประการ ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งเหตุขัดข้องหรือเงื่อนไขที่จำเป็นให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ แต่ถ้าการดำเนินการตามคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะกระทบกระเทือนการฟ้องคดีอื่นใด หรือการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับคดีอาญาซึ่งผู้นั้นกำลังถูกดำเนินการอยู่ในประเทศไทย ผู้ประสานงานกลางจะเลื่อนการดำเนินการตามคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น หรือจะดำเนินการโดยกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นก็ได้ ทั้งนี้ ให้แจ้งให้ประเทศผู้ร้องขอทราบโดยไม่ชักช้า

(3) ในกรณีที่คำร้องขอนั้นมิได้ส่งผ่านวิถีทางการทูตให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งคำร้องขอดังกล่าวให้กระทรวงการต่างประเทศทราบเพื่อให้ความเห็นก่อนดำเนินการต่อไป โดยกระทรวงการต่างประเทศอาจพิจารณาคำร้องว่ากระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือมีเหตุอื่นที่ไม่อาจดำเนินการให้ได้หรือไม่แล้วเสนอความเห็นให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

(4) ในกรณีที่ผู้ประสานงานกลางเห็นว่าคำร้องขออาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือมีเหตุผลอื่นใดซึ่งไม่ควรดำเนินการหรือเห็นว่าคำร้องขอดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะดำเนินการให้ได้ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้ ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งประเทศผู้ร้องขอหรือกระทรวงการต่างประเทศแล้วแต่กรณีเพื่อดำเนินการต่อไป

10.ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนประเทศผู้ร้องขออาจมีคำร้องขอให้จับกุมและคุมขังบุคคลที่ต้องการตัวไว้ชั่วคราวก่อนก็ได้ คำร้องขอเช่นว่านี้ของประเทศผู้ร้องขอที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยให้จัดส่งไปยังผู้ประสานงานกลาง ในกรณีที่ประเทศผู้ร้องขอมิได้มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยให้ส่งผ่านวิถีทางการทูต

11.เมื่อจับกุมบุคคลซึ่งถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้แล้วตามหมายจับของศาล ให้นำส่งพนักงานอัยการโดยมิชักช้า เพื่อยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งขังบุคคลซึ่งถูกร้องขอไว้ในระหว่างรอคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการและเอกสารหลักฐานจากประเทศผู้ร้องขอ หากศาลไม่ได้รับคำฟ้องเพื่อดำเนินคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนภายใน 60 วันนับแต่วันที่บุคคลซึ่งถูกร้องขอถูกจับหรือภายในเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่บุคคลนั้นถูกจับ ให้ปล่อยตัวบุคคลนั้นไป

12.ในกรณีที่เห็นสมควรกระทรวงการต่างประเทศอาจเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ผู้ประสานงานกลางก่อนเสนอต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาและให้ศาลมีอำนาจเรียกกระทรวงการต่างประเทศมาชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้ การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ก็สามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ด้วย

13.เมื่อจับบุคคล ซึ่งถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้แล้ว ให้พนักงานอัยการนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยมิชักช้า โดยให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรให้เลื่อนคดีตามที่พนักงานอัยการหรือบุคคลซึ่งถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดนร้องขอ ทั้งนี้ให้ศาลสั่งขังบุคคลซึ่งถูกร้องขอนั้นไว้ในระหว่างการพิจารณา ถ้ามีคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวให้ศาลถามพนักงานอัยการว่าจะคัดค้านประการใดหรือไม่ หากมีคำคัดค้านของพนักงานอัยการ ศาลเพิ่งรับฟังประกอบการวินิจฉัย ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามบุคคลซึ่งถูกร้องขอว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและต้องการทนายความให้ศาลตั้งทนายความให้ ส่วนขั้นตอนและสิทธิอื่นๆ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

14.เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่ามีเหตุดังต่อไปนี้ ให้ศาลมีคำสั่งขังบุคคลนั้นไว้เพื่อส่งข้ามแดนต่อไป (หมายถึงว่าศาลพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้ตามที่อัยการยื่นคำฟ้อง) คือ (1) บุคคลซึ่งถูกจับนั้นเป็นบุคคลซึ่งถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดนและมิใช่ผู้มีสัญชาติไทย หรือเป็นผู้มีสัญชาติไทยแต่อยู่ในหลักเกณฑ์ให้ส่งข้ามแดนได้

(2) คดีมีมูลที่จะรับฟ้องไว้พิจารณาหากความผิดนั้นได้กระทำลงในราชอาณาจักรหรือมีกฎหมายบัญญัติให้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร และ (3) ความผิดซึ่งเป็นเหตุให้ร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น เป็นความผิดซึ่งอาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามพระราชบัญญัตินี้ และมิใช่เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองหรือเป็นความผิดทางทหารโดยเฉพาะ

15.หากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอก็ให้ศาลมีคำสั่งปล่อยและดำเนินการปล่อยบุคคลนั้นไปเมื่อสิ้นระยะเวลา 72 ชั่วโมงนับแต่ได้อ่านคำสั่งปล่อยนั้น เว้นแต่ภายในระยะเวลาดังกล่าวพนักงานอัยการจะได้แจ้งความจำนงว่าจะอุทธรณ์ก็ให้ขังผู้ถูกร้องขอไว้ในระหว่างอุทธรณ์และอัยการจะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำสั่งปล่อย

16.ถ้าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขังบุคคลนั้นไว้เพื่อส่งข้ามแดนแล้ว ห้ามไม่ให้ส่งบุคคลดังกล่าวข้ามแดนก่อนครบกำหนดระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งขังเพื่อส่งข้ามแดน เมื่อมีเหตุอันสมควรที่จะเลื่อนกำหนดการส่งบุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งขังเพื่อส่งข้ามแดน ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งขังบุคคลนั้นต่อไปตามกำหนดเวลาเท่าที่จำเป็น คำร้องเช่นว่านั้นจะต้องยื่นก่อนครบกำหนด 90 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ขังเพื่อส่งข้ามแดน

ถ้ามิได้ส่งบุคคลนั้นข้ามแดนภายในเวลา 90 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดหรือภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตให้ขยายออกไปตามคำร้องของพนักงานอัยการ ให้ปล่อยบุคคลนั้นไป
17.เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยหรือครั้งบุคคลเพื่อส่งข้ามแดนแล้ว พนักงานอัยการหรือบุคคลนั้นอาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำสั่งนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน