ทีมงานก้าว เผยความรู้สึก ‘ตูน’ หลังโดนโจมตี เป็นเครื่องมือการเมือง!?

ก้าว

ทีมงาน ก้าว เผยความรู้สึก ‘ตูน’ หลังโดนโจมตี เป็นเครื่องมือการเมือง!?

วันที่ 28 พ.ค. ชายชาญ ใบมงคล หรือ เบลล์ หนึ่งในทีมงาน ก้าว ที่ร่วมวิ่งกับ ตูน บอดี้สแลม เพื่อหาเงินบริจาคมอบให้แก่โรงพยาบาล โดยเบลล์ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “คนเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเรากันทุกคน” เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมหนักใจมาตลอด เราคิดว่าด้วยการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา น่าจะแสดงจุดยืนที่ขัดเจนของ “ก้าว” ได้เป็นอย่างดี

แต่ก็ยังคงมีประโยค มีคำพูดที่ทิ่มแทงความรู้สึก ให้ได้ยิน ได้อ่านอยู่เป็นระยะๆ

“พวกคุณมันไร้เดียงสา”
“นี่มันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง”
“เป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง”
“เมื่อก่อนโอเคนะ…ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว”
“มาเอาเงินคนจนทำไม? ทำไมไม่ไปเอาจากคนรวยๆ”

เฮ่อ…

ที่ทำงานกันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตเนี่ย ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งเลยและคนที่ได้ประโยชน์ก็คือประชาชนทุกๆคนที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐ ผมอยากชวนคิดว่า ถ้าเราใช้บริการ รพ. รัฐ โดยจ่ายเงินให้ รพ. หลักสิบ ทั้งๆ ที่ค่ารักษามัน หลักพันหลักหมื่น รพ. เขาจะเอาเงินที่ไหน มาพัฒนาศักยภาพ?

มันไม่ใช่เรื่องว่า งบของรัฐไปไหน? มันเป็นเรื่องว่า งบเหล่านั้นถูกจ่ายมาอยู่ในรูปแบบของค่ารักษาพยาบาลให้พวกเราทุกคนต่างหาก มันก็เตี้ยอุ้มค่อมกันอย่างนี้ ถ้าอยากจะหาเครื่องมือเพิ่ม โรงพยาบาลต้องทำยังไง?

1.ทำห้องพิเศษที่คนมีตังสามารถจ่ายได้แลกกับความสะดวกสบายที่มากขึ้น (ซึ่งก็ต้องมีเงินทุนก้อนใหญ่)
2.ไปกราบขอพระอาจารย์ตามวัดวาให้มาทำผ้าป่าให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่ เพราะมันเป็นกิจกรรมท้องถิ่น…แถวไหนเงินเยอะก็ได้หลายล้าน ถ้าอยู่ไกลเมืองชาวบ้านไม่ค่อยมีเงินก็ได้หลักหมื่น แล้วถ้าขาดหลักสิบล้านจะต้องทำยังไง?

การมีอยู่ของ “ก้าว” นั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วย “เสริม” และช่วยโรงพยาบาล “ย่นเวลา” ในการหาเงินมา เพื่อพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาล และช่วยชีวิตคนในกรณีเร่งด่วน โดยใช้เสียงเล็กๆ ที่เรามีในการบอกต่อ ในการกระจายข่าว…ให้ทุกๆ คนได้เห็นปัญหาที่พวกเราสามารถช่วยกันได้ด้วยเงินเล็กๆ น้อยๆ ของทุกคน

ไม่บริจาค ไม่มีปัญหา แค่คุณออกไป เดิน ไปวิ่ง ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี ลดโควต้าการไปใช้บริการโรงพยาบาล 1 คน ก็เท่ากับลดคิวตรวจที่รอกันทุกเช้าได้อีก 1 คิว ไม่เห็นด้วย…คิดว่ามันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องไม่เป็นไรเลยผมเข้าใจว่าความคิดเห็นย่อมต้องมีความแตกต่าง เข้าใจที่ไม่เห็นด้วย และผมเชื่อว่าทุกๆ คน สามารถมองเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป

พวกเราแค่เป็นกลุ่มหนึ่งที่อยาก “ลอง” ทำ ในวิธีของตัวเอง วิธีที่เราคิดค้นมันขึ้นมาและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะไม่ไปรบกวนอะไรใครมากมาย เงินบริจาคเพียงคนละ 10 บาท แต่สามารถส่งผล ให้โรงพยาบาลแถวบ้านเรา ได้มีอุปกรณ์ดีๆ แพงๆที่คนทั่วไป สามารถเข้าถึงและใช้บริการได้

รวมถึงส่งแรงดันเบาๆ ให้คนไทยหลายคน ออกมาดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองมากขึ้น หรือแค่ช่วยชีวิตคนได้อีก 1 คนก็คุ้มมากแล้ว ถึงแม้ว่ายังมีเสียงต่อว่าโจมตี โดยที่ไม่พยายามทำความเข้าใจหรือหาข้อมูลใดๆ ก่อน ด่าก่อน…และด่าแบบคอนทินิว
แทบทุกข่าวเป็นข่าวเต้า ข่าวกุ ในแบบที่ทำลายพลังใจกันถึงที่สุด

แล้วดันมีคนที่เชื่อด้วย… บอกตรงๆ ว่าผมโคตรเสียใจเลย ทำไมคนเหล่านั้นถึงคิดเป็นอื่น? ผมจะเล่าให้ฟังว่า บางโรงพยาบาลที่เราไป มีเครื่องกระตุกหัวใจ (AED) แค่เครื่องเดียว แต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินพร้อมกัน 2 ราย จะให้หมอกระตุกใครก่อนดี? แล้วถ้าคนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องนี้ เป็น พ่อ แม่ พี่น้องเราล่ะ เราจะยอมให้เขารักษาคนอื่นก่อนไหม?

ถ้ามันมีเครื่องหรืออุปกรณ์ที่เพียงพอ มันจะดีกว่าไหม? ถามว่าผมเคยเอาเรื่องหรือข้อความหนักใจนี้ ไปปรึกษาพี่ตูนไหม? เคย… แกถอนหายใจหนัก…นิ่งเงียบไปนาน แล้วหันมาบอกผมสั้นๆว่า “ให้การทำงานของเราเป็นคำตอบก็แล้วกันครับ”

ผมเชื่อว่าในคำตอบสั้นๆ นั้น แบกรับความรู้สึกเอาไว้มากมาย แต่การปวรณาตนเข้ามาทำงานเพื่อสังคมนั้น เมื่อเจอแรงต้าน…ก็ต้องอดทน และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเชื่อต่อไป แม้ว่าหลายคนอาจยังไม่เห็นภาพ ถามว่าคนอย่างเขาไร้เดียงสาหรือไม่?

คนที่วิ่งด้วยสองเท้า ผ่านเส้นทางเบตง-แม่สาย ผ่านความยากลำบากมาหลากหลายรูปแบบ ผ่านความทุกข์ทรมานและการต้องใช้จิตใจเอาชนะร่างกาย ในทุกเช้าค่ำ ถึงจะล้มกี่ครั้ง…ก็ลุกขึ้นมาได้ใหม่ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยไปถึงจุดหมาย ระดมทุนได้ก้อนใหญ่ให้รพ.หลายแห่ง

แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดวิ่ง… ทั้งๆ ที่คนรอบข้างหรือใครๆ หลายคนบอกว่า พอก็ได้…คุณทำมามากพอแล้ว แต่ในหูของเขาก็ยังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ อยู่ตลอด… เขาจึงออกมาวิ่งอีกครั้ง ผมไม่คิดว่ามันคือความไร้เดียงสา แต่ผมคิดว่า เขารักพวกคุณมาก มากพอที่จะผลักดันให้เขาวิ่งต่อไปเรื่อยๆและจะไม่หยุดวิ่งจนกว่าจะหมดแรง

ผมวิงวอนว่าถ้าพวกเราเห็นด้วย ช่วยเป็นพลังใจให้เขากันหน่อยครับ จะไปร่วมวิ่งกับเขาที่ขอนแก่นก็ได้สมัครวิ่งได้ที่ www.kaokonlakao.run (ค่าสมัคร 200 บาททำบุญ รพ.ชุมชนอีสานทั้งหมด) หรือจะบริจาคตรงตามช่องทางต่างๆ ที่เพจก้าวประชาสัมพันธ์ไว้ก็ได้ หรือจะช่วยแชร์ ข้อมูลต่างๆ ของโครงการก้าวก็ได้

ให้งานและการกระทำของพวกเรา ได้เป็นคำตอบแก่ผู้ที่สงสัยหรือผู้ที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเราทำจริงๆถึงท้อก็ไม่เคยถอยครับ

ที่มา Chaichan Baimongkol  artiwara ahakorn

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้มาดริด เผยไม่เคยสนใจเนย์มาร์-เอ็มบัปเป แต่ยอมรับอยากได้คล็อปป์-โปเช็ตติโน
บทความถัดไปงบปี’63 ล่าช้า 3 เดือน เริ่มใช้ม.ค. – ยันไม่กระทบ 30 บาท-บัตรคนจน แต่ไม่มีเงินลงทุน