ตร.กองปราบฯบุกค้นอพาร์ตเมนต์ย่านบางบำหรุ ที่อยู่ของไบรท์เก็บหลักฐาน หลังพบข้อมูลว่าไบรท์และกลุ่มวัยรุ่นหนีมากบดานหลังก่อเหตุ พบกางเกงเปื้อนเลือดเตรียมนำไปตรวจดีเอ็นเอ พร้อมสอบสวนเข้มหลังญาติผู้เสียชีวิตระบุมีคนร่วมลงมืออีก 3 คน ตร.ยันหากหลักฐานสาวถึงใครเอาผิดแน่นอน ยันไม่มีใครใช้อิทธิพลบิดเบือนคดี “ศรีวราห์” เรียกสอบรองผู้กำกับฯพ่อไบรท์มือไขควงฆ่าปอนด์ น.ศ.ศิลปากร มาสอบสวน ยืนยันไม่เคยวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีลูกชาย ย้ำให้พูดความจริง

จากกรณีนายธีรพงศ์ ฐิตะฐาน หรือ ปอนด์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายก่อนใช้ไขควงแทงศีรษะจนเสียชีวิต เหตุเกิดที่ หอพักในอ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ต่อมาได้โอนสำนวนให้กองปราบปรามดำเนินคดี ล่าสุดสอบสวนนายเดชาธร มูลศรี หรือไบรท์ ลูกนายตำรวจ รับสารภาพว่าเป็นผู้ที่ลงมือใช้ไขควงแทงนายธีรพงศ์จนเสียชีวิต ก่อนถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา และไม่ได้ประกันตัวตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 มี.ค. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.สั่งการให้พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.ชัยฏิภูมิ อำนวยชัย รองผกก.พร้อม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน นำหมายค้น จากศาลจังหวัดตลิ่งชัน เข้าตรวจค้นที่ห้องพักเลขที่ 405 ทีเจ อพาร์ตเมนต์ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 65 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด ซึ่งเป็น ห้องพักของนายเดชาธร หรือไบรท์ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาที่ใช้ไขควงแทงนายธีรพงศ์ เสียชีวิต

รายงานข่าวแจ้งว่า อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นอาคารสูง 5 ชั้น ห้องที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นอยู่ที่ชั้น 4 ส่วนภายในห้องพบข้าวของถูกเก็บวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่พฐ.เข้าเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยตรวจจากเสื้อผ้า ที่นอน ห้องน้ำอ่างล้างหน้า รวมถึงข้าวของทุกอย่างที่พบ เพื่อหาคราบเลือดและวัตถุพยานหลักฐานต่างๆ ที่คาดว่าน่าจะยังหลงเหลืออยู่

โดยเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากหลักฐานในห้อง เพื่อจะนำไปเปรียบเทียบว่าตรงกับของผู้ตายหรือไม่ เนื่อง จากการสืบสวนทราบว่า หลังก่อเหตุนาย เดชาธรกลับมาซ่อนตัวอยู่ที่ห้องพักดังกล่าว เพื่อเปลี่ยนชุดที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ ซึ่งก็มีคราบเลือดของผู้ตายเปรอะเปื้อนมาทิ้งไว้ในห้องพักด้วย เบื้องต้นมีรายงานเจ้าหน้าที่พบคราบต้องสงสัยคล้ายคราบเลือดที่กางเกงของผู้ต้องหา จึงนำเก็บไปตรวจสอบต่อไป

สอบสวนผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ ทราบว่านายไบรท์ มาเปิดห้องเช่าอยู่กับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย แห่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2558 จากนั้นก็พักอยู่คนเดียวเพียงลำพัง โดยช่วงที่มหาวิทยาลัยเปิดเทอมก็จะพักอยู่ตลอด พอช่วงปิดเทอมก็จะกลับไปบ้านที่จ.เพชรบุรี ส่วนเพื่อนข้างๆ ห้องให้การว่า เพิ่งจะมาทราบข่าว โดยก่อนหน้าที่นายเดชาธรจะถูกจับกุม ก็สังเกตเห็นว่าห้องพักดังกล่าวมีผู้คนเข้าออกพลุกพล่าน และมักส่งเสียงดังกันเป็นประจำอีกด้วย

พล.ต.ต.สุทินเปิดเผยว่า คดีนี้ยังอยู่ระหว่าง รวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่ญาติของผู้เสียชีวิตกล่าวอ้างว่ายังมีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 3 คน ซึ่งจะต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อน จึงจะขยายผลการจับกุมได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจนถึงขณะนี้แล้วไม่น่ามีกลุ่มผู้มีอิทธิพลใดๆ ออกมากดดันข่มขู่พยานให้เกิดความหวาดกลัวได้อีก ส่วนเรื่องพยานหลักฐานต่างๆ ที่เก็บได้จากในที่เกิดเหตุ ประสานข้อมูลกับพนักงานสอบสวนของสภ.ชะอำ ไปแล้ว เพื่อขอผลตรวจหลักฐานต่างๆ ที่ได้ส่งไปให้พฐ.ตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอ คงต้องรอผลอีกระยะหนึ่ง ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่มีอิทธิพลจากผู้ใดเข้ามาแทรกแซงคดีได้ ประกอบกับตัวผู้ต้องหา ที่ก่อเหตุก็ให้การรับสารภาพ จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งจนถึงขณะนี้ญาติของผู้ตาย ยังไม่สอบถามเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยในประเด็นใดเป็นพิเศษด้วย

“ขณะนี้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานนำวัตถุพยานทั้งหมด อาทิ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ที่พบในห้องนอนของนายไบรท์ ไปตรวจพิสูจน์เพื่อเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์จะทราบผล นอกเหนือจากนี้ยังประสานบิดาและมารดาของนายไบรท์ มาสอบปากคำเพิ่มเติมวันที่ 16 มี.ค. เวลา 10.00 น. เนื่องจากทราบว่านายไบรท์ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุให้มารดาฟัง เพื่อนำรายละเอียดดังกล่าวไปประกอบในสำนวนอีกด้วย” พล.ต.ต.สุทินกล่าว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เรียกตัว พ.ต.ท.ศักดินันท์ มูลมณี รองผกก.สส. บก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ บิดาของนายเดชาธรหรือไบรท์ พร้อมภรรยา รวมถึงผู้บังคับบัญชาระดับรองผู้บังคับการจากจังหวัดกาฬสินธุ์ มาสอบสวนที่สำนักงาน

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า สอบปากคำ เบื้องต้น พ.ต.ท.ศักดินันท์ยืนยันไม่เคยวิ่งเต้นช่วยเหลือบุตรชายในคดีดังกล่าว และไม่เคย โทรศัพท์ไปร้องไห้เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดีบุตรชาย ส่วนผู้บังคับบัญชาของพ.ต.ท. ศักดินันท์ ยืนยัน จากการตรวจสอบไม่พบ พ.ต.ท.ศักดินันท์ ไปยุ่งเกี่ยวกับคดีตั้งแต่ต้น แต่หากภายหลังพบว่า ผู้บังคับบัญชาเข้าไปปกป้องก็จะมีความผิด อย่างไรก็ตามหากพบมีความพยายามช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีนี้ นอกจากบุตรชายของ พ.ต.ท.ศักดินันท์ ก็ต้องเรียกตัวมาสอบสวนทุกคน

ด้านพ.ต.ท.ศักดินันท์ ให้การว่า พอทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็กลุ้มใจ แต่ไม่เคยโทรศัพท์ติดต่อหรือประสานงานเกี่ยวกับคดี และนานๆ ครั้ง ถึงจะคุยกับบุตรชาย ยกเว้นเวลามีปัญหา ถึงจะโทรศัพท์คุยกัน ซึ่งหลังเกิดเรื่อง มารดาโทรศัพท์ไปคุยกับบุตรชายถึงเหตุที่เกิดขึ้น และย้ำให้บุตรชายพูดความจริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน