พระราชพิธีประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับปี 2560 ประกาศใช้แล้ว “ในหลวง”เสด็จฯ ไปทรงลงพระปรมาภิไธย เผยเนื้อหาแก้มาตรา 5 เลิกกก. พิเศษผ่าทางตัน กลับไปยึดแนวทางมาตรา 7 เดิม แก้วิกฤตด้วยประเพณีการปกครอง พร้อมปรับแก้มาตรา 12, 16, 17 และ 182 กรรมาธิการสนช. เตรียมเก็บตัวต่างจังหวัด ถกร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง-กกต. สนช.แห่ขายหุ้น หวั่นคุณสมบัติขัดรธน. คสช.ออกคำสั่งให้ศาลรธน.อยู่รักษาการ พร้อมเปิดสรรหาคนทดแทน ต่ออายุผู้ว่าฯสตง. ปชป.ฉลองครบ 71 ปี บัญญัติลั่นเลือกตั้งหน้าปชป.ไม่เล็ก มาร์คประกาศเป็นพรรคทางเลือก ภูมิใจไทยทำบุญครบ 8 ปี อนุทินยันพรรคไม่ใหญ่ แต่มีฐานทุนดี
ร.10ทรงลงพระปรมาภิไธยรธน.ใหม่
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 6 เม.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงยืนหน้าพระราชอาสน์ หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านเปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ตามตำแหน่งเป็นมหาสมาคม
เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานแก่นายกรัฐมนตรี เจ้าพนักงานอาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประทับพระราชลัญจกร แล้วเชิญไปประดิษฐานบนพานทองที่เสาบัวหน้ามหาสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
กระแสพระราชปรารภ
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลว่านับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา การปกครองของไทยได้ดำรงเจตนารมณ์ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อเนื่องมาโดยตลอด แม้มีการยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพราบรื่นเรียบร้อย เพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆ บางครั้งเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นำพา หรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉล หรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกันด้วยการปฏิรูปการศึกษา และการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรม และจริยธรรม
แต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมืองการปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมืองและกาลสมัย ให้ความสำคัญกับรูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่อาจนำกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคลและสถานการณ์ในยามวิกฤตที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล
ใช้เป็นกรอบพัฒนาประเทศ
รัฐธรรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 พุทธศักราช 2558 จึงบัญญัติให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ร่างรัฐธรรม นูญเพื่อใช้เป็นหลักในการปกครอง และเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นโดยได้กำหนดกลไกเพื่อจัดระเบียบ และสร้างความเข้มแข็งแก่การปกครองประเทศที่มีอยู่ ด้วยการจัดโครงสร้างของหน้าที่และอำนาจขององค์กรต่างๆ ที่มีตามรัฐธรรมนูญและสัมพันธภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารให้เหมาะสม การให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต เที่ยงธรรม และมีส่วนในการป้องกันและแก้ไขวิกฤตประเทศ ตามความจำเป็นและความเหมาะสม การรับรองปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนและครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยถือว่าการมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก การจำกัดตัดสิทธิเสรีภาพเป็นข้อยกเว้น
แต่การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ส่วนรวม การกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชน เช่นเดียวกับการกำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ต่อรัฐ การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริต และการประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และการกำหนดมาตรการป้องกันและบริหารจัดการวิกฤตการณ์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนได้กำหนดกลไกอื่นๆ ตามแนวทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธ ศักราช 2557 ระบุไว้เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ ตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผู้เข้ามาบริหารประเทศแต่ละคณะจะได้กำหนดนโยบายและวิธีการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งยังสร้างกลไกในการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างร่วมมือร่วมใจกัน
ลดเงื่อนไขขัดแย้ง
ตลอดทั้งลดเงื่อนไขข้อขัดแย้งเพื่อให้ประเทศมีความสงบสุขบนพื้นฐานของความรู้รักสามัคคีปรองดอง การดำเนินการจัดการเรื่องเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้ จำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน กับหน่วยงานทั้งหลายของรัฐ ตามแนวทางประชารัฐภายใต้กฎเกณฑ์ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเพณีการปกครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะของสังคมไทย หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน และหลักธรรมาภิบาล อันจะทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าอย่างเป็นขั้นตอน จนเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งในการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมตามระบอบประชา ธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการดำเนินการดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้สร้างความรับรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในหลักการและเหตุผลของบทบัญญัติต่างๆ เป็นระยะๆ
เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงร่างรัฐ ธรรมนูญและความหมายโดยผ่านทางสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวางและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสารัตถะของร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการเสนอแนะข้อควรแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก็ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ในลักษณะที่ประชาชนสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวกและเป็นการทั่วไป และจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในการนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติเสนอประเด็นเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่ง เพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในคราวเดียวกันด้วย
การออกเสียงประชามติปรากฏผลว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรม นูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม และได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยแห่งเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมข้อความบางส่วน และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พุทธศักราช 2560 ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมาแก้ไขเพิ่มเติม เฉพาะบางประเด็นได้ เมื่อดำเนินการแล้วนายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป
พระราชทานพระราชานุมัติ
ทรงพระราชดำริว่า “สมควรพระราชทานพระราชานุมัติ จึงมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ขึ้นไว้ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ 22 ก.ค. 2557 ตั้งแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป ขอปวงชนชาวไทยจงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันที่จะปฏิบัติตามและพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิพิพัฒนชัยมงคล อเนกสุขผลสกลเกียรติยศสถาพรแก่อาณาประชาราษฎรทั่วสยามรัฐสีมา สมดั่งพระราชปณิธานปรารถนาทุกประการ เทอญ”
จากนั้น ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ 21 นัด และวัดทั่วราชอาณาจักรย่ำระฆังและกลอง ครั้นสุดเสียงปืนใหญ่ มหาดเล็ก รัวกรับ ชาวม่านปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับ
เปิดรธน.60 แก้มาตรา 5
สำหรับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา พบว่าคณะกรรมการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ได้แก้ไขเนื้อหาในบางมาตราต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ อาทิ 1.มาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ขณะที่มาตรา 5 เดิม บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้
เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วม ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัย
ในการประชุมร่วมตามวรรคสาม ให้ที่ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมแต่ละคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด ให้ที่ประชุมร่วมประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่มีอยู่
การวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด โดยคำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ
แก้หมวดองคมนตรี
2.มาตรา 12 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดํารง ตําแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการ “เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ ในตําแหน่งองคมนตรี” และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ
ขณะที่มาตรา 12 เดิม บัญญัติว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือ เจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้อง ไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ
ว่าด้วยเรื่องผู้สำเร็จราชการ
3.มาตรา 16 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ขณะที่มาตรา 16 เดิม ระบุว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
4.มาตรา 17 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 16 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น แต่ต่อมาคณะองคมนตรีพิจารณาเห็นว่ามีความจําเป็นสมควร แต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ และไม่อาจกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งได้ทันการ ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะ ตามลําดับที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกําหนดไว้ก่อนแล้ว ให้เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อประกาศในพระปรมา ภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นขึ้นเป็น ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์
นอกจากนี้ มาตรา 17 เดิม ระบุว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 16 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5.มาตรา 182 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ ขณะที่มาตรา 182 เดิมบัญญัติว่าบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ในรัฐธรรมนูญให้ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงบรรดาที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการ
บิ๊กตู่แถลง4ข้อหลังมีรธน.ใหม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯกล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ภายหลังพระราชพิธีว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการนี้คือ 1.รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งใช้มาประมาณ 2ปีเศษเป็นอันสิ้นสุดลง 2.ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญใหม่ คณะรัฐมนตรียังคงอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับคสช. สนช. จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง แม้แต่ สปท. และกรธ.จะยังอยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง 3.สิทธิเสรีภาพของพี่น้องทั้งหลายจะมีเพิ่มขึ้น หน้าที่ของชนชาวไทยก็เพิ่มจากเดิมด้วย เมื่อมีสิทธิก็ต้องมีหน้าที่คู่กันจะเรียกร้องแต่สิทธิหรือเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวมิได้ เช่นเดียวกับรัฐซึ่งมีหน้าที่มากขึ้น แม้แต่การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินหรือการใช้อำนาจรัฐ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทั้งหลายไม่ว่าทหาร ตำรวจ หรือพลเรือน ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม
4. มีภารกิจสำคัญ 2 เรื่อง ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติให้ต้องทำคือการวางยุทธ ศาสตร์ชาติระยะยาว เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศ อีกเรื่องหนึ่งที่ควบคู่กันคือการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ภารกิจนี้สำคัญมากจนระยะหนึ่งถึงกับพูดกันว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือจะเลือกตั้งแล้วจึงค่อยปฏิรูป การดำเนินการทั้ง 2 ภารกิจนี้ต้องมีกฎหมายมารองรับเพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดวิธีดำเนินการ และขั้นตอนต่างๆโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลจะได้เสนอร่างพ พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อ สนช.ติในเร็ววันนี้
ยังไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้
นายกฯ กล่าวว่า จากโรดแม็ปที่เคยประกาศ ช่วงปลายของระยะที่สองคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งเริ่มต้นแล้ววันนี้ จากวันนี้ไปจะเป็นการเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่างๆ ได้แก่การที่ กรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 8 เดือน สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 เดือน หากมีการแก้ไขใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 1 เดือน จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายภายใน 90 วัน เมื่อประกาศใช้กฎหมาย 4 ฉบับแรกเฉพาะที่จำเป็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งค รบถ้วนแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาของการเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถระบุได้ชัดแจ้งว่าวันเลือกตั้งจะเป็นเมื่อใด เพราะยังไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นของแต่ละเหตุการณ์ได้ ทราบเพียงวันเริ่มต้นนับหนึ่งของเหตุการณ์แรกคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ต่อจากนั้นเหตุการณ์อื่นๆก็จะขับเคลื่อนเลื่อนไหลไปตามลำดับ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจระบุวันเวลาชัดเจนได้ นอกจากคาดเดาว่าน่าจะเป็นเมื่อนั้นเมื่อนี้
ปชป.ฉลองครบ 71 ปีคึกคัก
เวลา 08.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีพิธีจัดงานครบรอบวันคล้ายวันเกิดพรรค ครบ 71 ปี ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 8 ซึ่งมีพิธีทางศาสนา ทั้งอิสลาม พราหมณ์ และพุทธ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรค อดีตส.ส. ส.ก. ส.ข. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่งคึกคัก
มีตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่นๅ นำกระเช้าดอกไม้เข้าแสดงความยินดี อาทิ พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขา ธิการพรรค ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา นำโดยนายวราวุธ ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง รวมทั้งพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เป็นต้น
บัญญัติชี้เลือกตั้งหน้าปชป.ไม่เล็ก
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กล่าวกับกลุ่มสมาชิกมุสลิมว่า ต่อไปนี้วันที่ 6 เม.ย.จะมีวันสำคัญถึง 3 วัน คือ วันจักรี วันเกิดพรรคประชาธิปัตย์ และวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี 2560 ซึ่งการเลือกตั้งคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าตามโรดแม็ป หรือคาดเคลื่อนคงไม่ผิดจากนี้ ซึ่ง 71 ปีของพรรคเราดำรงอยู่ได้ด้วยความมุ่งมั่นของสมาชิกทุกคน และพรรคจะเข้มแข็งได้ประกอบไปด้วยสภาพการเมืองในประเทศ และคนของพรรค ที่ผ่านมาพรรคเราลุ่มๆ ดอนๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่เลือกตั้งครั้งต่อไปมั่นใจว่าเราไม่น่าจะเล็กอย่างที่เป็นมา
มาร์คชี้ปชป.คือทางเลือก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 72 สิ่งสำคัญที่สุดพรรคต้องตอบสนองและแก้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนและประเทศในปัจจุบัน เพราะอยากจะเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ส่วนด้านการเมืองอยากให้นำไปสู่ความเป็นประชา ธิปไตยที่จะไม่กลับไปล้มเหลวเหมือนเดิม ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันการปฏิรูปในด้านต่างๆ ยึดมั่นกติกาประชาธิปไตยและความซื่อสัตย์สุจริต
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากสถานการณ์ขณะนี้มั่นใจแค่ไหนว่าจะกลับมาทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ ให้กับประชาชนได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยันพรรคเป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่ไม่เหมือนกับคนอื่น และเรามีความพร้อมจากประสบการณ์ทั้งในทางที่ดีและไม่ดีเพื่อจะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เมื่อถามว่าหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้พรรคเตรียมความพร้อมอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การดำเนินการของพรรคมีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมาย ต้องดูว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะยกเลิกคำสั่งต่างๆ ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองอย่างไร ซึ่งคาดว่าจะมีการผ่อนคลายเป็นลำดับ แต่เรื่องของการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ อาทิ การหาบุคลากรใหม่ๆ การ เตรียมนโยบาย ทางพรรคก็ได้ทำงานเป็นลำดับโดยไม่เป็นทางการแล้ว
ภูมิใจไทยครบรอบ 8 ปี
เวลา 10.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำ และสมาชิกพรรค อาทิ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา นาย สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค นายศุภชัย โพธิ์สุ นายธีรชัย แสนแก้ว อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร อดีตรมช.คมนาคม นาย ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค ร่วมกันทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี ก้าวสู่ปีที่ 9 โดยมีการประกอบพิธีสงฆ์ และถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีอดีตส.ส. และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
มีพรรคการเมืองต่างๆ เดินทางมามอบกระเช้าดอกไม้ร่วมแสดงความยินดี ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคเพื่อไทย นำโดย นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตส.ส.น่าน นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมช.พาณิชย์ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก นายอิสระ สมชัย อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
อนุทินลั่นพร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา
เวลา 11.00 น. มีพิธีรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค เพื่อขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ได้แก่ นายชัย นายอนุทิน นาย สรอรรถ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ นาย พิเชษฐ์ ตันเจริญ โดย นายชัย ได้อวยพรให้นายอนุทิน มีสุขภาพแข็งแรงและนำพาพรรคภูมิใจไทยไปสู่ความสำเร็จ
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย การเป็นพรรคการเมืองนั้นทุกวันคือการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง การเป็นผู้แทนอยู่ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำหน้าที่แค่ในสภา แต่ ต้องรับทุกเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมพยายามแก้ไขปัญหา แบ่งเบาทุกข์ของประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทย มีความพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่เวลานี้จะต้องทำตามกฎระเบียบที่มีการวางไว้
พรรคไม่ใหญ่แต่ฐานทุนดี
นายอนุทินกล่าวว่า พรรคการเมืองก็ต้องรอดูว่าจะมีการอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างไร เมื่อไร รูปแบบใด เราได้เห็นเจตนารมณ์ที่ดีของผู้บริหารประเทศที่พยายามคืนประชาธิปไตย คิดว่าคงไม่ทำให้กระบวน การเหล่านี้ช้าลงหรือมีปัญหา และทุกภาคส่วนควรให้ความร่วมมือเพื่อให้โรดแม็ปเป็นไปตามเป้าและไม่ล่าช้า เรามีเวลา 12-18 เดือนในการเตรียมตัว และไม่กังวลในเรื่องของการเตรียมตัวพรรค เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราไม่ใช่พรรคใหญ่แต่มีฐานทุนที่ดี มีสมาชิกที่มีคุณภาพ คุ้นเคยกับพื้นที่ เราจึงพร้อมตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีเวลาให้เท่าไรก็ตาม ถ้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่าไม่พร้อม ก็อย่ามาเลือกพรรคภูมิใจไทยเลย
มีชัยชี้เลือกตั้งมค.61-ไม่ทัน
เวลา 13.10 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ให้สัมภาษณ์กรณีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่นยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าการเลือกตั้งสามารถทำได้ในเดือนมกราคม 2561 ว่า เป็นการคาดการณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเร็วที่สุด แต่เอาเข้าจริงจะเร็วได้อย่างนั้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถแน่ใจว่าทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และพรรคการเมืองจะพร้อมได้เมื่อไร และกฎหมายที่จะออกมาระหว่างทางจะมีปัญหาอะไรบ้างไหม ฉะนั้นเรื่องแบบนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ถึงเวลาที่ทำจริงมันมีอะไรก็แก้กันไป แต่จะทำให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ไม่น่าจะเป็นปลายปีนี้ เพราะถ้านับ 8 เดือนต่อจากนี้ไปก็ปลายปีนี้พอดี กฎหมายเพิ่งจะทำเสร็จผ่านสภาสนช. ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎหมายลูก 2 ฉบับแรก กรธ. ใช้เวลา 3 เดือนกว่าในการพิจารณา เราหวังว่าเมื่อวางพื้นฐานสำหรับ 2 ฉบับแรกแล้วจะสามารถเอาไปใช้พิจารณาฉบับอื่นได้เร็วขึ้น ไม่ต้องไปคิดใหม่ และทันทีที่รัฐ ธรรมนูญประกาศใช้เราก็สามารถส่งกฎหมายลูกที่พิจารณา 2 ฉบับให้สนช.ได้เลย โดยไม่ต้องรอ
“ช่วงเวลา 8 เดือนที่พิจารณากฎหมายลูกทุกคนเตรียม แต่ไม่ใช่กรธ.เตรียม ดังนั้นต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ยิ่งพวกพรรคการเมืองใหม่ที่จะตั้งยิ่งต้องการเวลามาก ส่วนพรรคเก่าก็ต้องการเวลาไม่น้อย เช่น การไปสำรวจว่าสมาชิกมีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้าง จะจ่ายเงินกันอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย” นายมีชัยกล่าว
สนช.ตีตก-ทุกข์ของคนคิดมาก
เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายกังวลว่ากฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอาจตกไปในขั้นตอนของสนช. นายมีชัยกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของคนที่คิดมาก พอเมียตั้งท้องก็กลัวว่าจะแท้งหรือไม่แท้ง ทั้งที่ต้องคิดว่าลูกออกมาจะน่ารักอย่างไร แต่โอกาสที่จะไม่แท้งใครก็รับรองไม่ได้ เพียงแต่ว่าปกติก็ไปตามวิถีของมัน เราก็พยายามจะพูดคุยกับสนช. เขาก็ตั้งกรรมการรองรับ และกรธ.ก็คอยรับฟังว่าเรื่องไหนที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญเราก็แก้ให้ และเรื่องไหนที่มีใจความสำคัญเราก็ไปอธิบายให้เขาฟัง ซึ่งเราก็ทำงานประสานกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่จะไปรับประกันว่าจะไม่เกิดอะไรนั้นคงยาก และหากกฎหมายลูกไปคว่ำตอนเลย 8 เดือนไปแล้ว และหากกรธ.ต้องทำอีกก็ยังต้องอยู่ต่อแต่อย่าให้เกินเลย เพราะกรธ.ก็จะ กลับบ้านไปนอน ซึ่งส่วนนี้ไม่มีกรอบทางกฎหมายแต่มีกรอบทางจิตใจ ว่าเราคงไม่ไปใช้เวลายาวจนเกินเหตุ ขึ้นอยู่กับว่าจุดที่กรธ.ไปรับคืออะไรถ้าชัดเจนก็แก้ได้ภายในไม่กี่วัน
เมื่อถามย้ำว่าการพิจารณากฎหมายลูกสนช.ที่อาจจะคว่ำส่วนหนึ่งเพราะต้องฟังคสช.เพื่อหวังยึดอายุรัฐบาล นายมีชัยกล่าวว่า อย่างนี้เป็นการกล่าวหาเขา มันไม่ดี ควรคิดในทางดีดี
สนช.เก็บตัวกมธ.ถกกฎหมายลูก
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 กล่าวถึงกระแสข่าวที่จะมีสมาชิก สนช.บางส่วนจะลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งว่า ยังไม่มีสนช. คนใดมาปรึกษาตนเรื่องการลาออก อาจมี สนช.บางคนอยู่ระหว่างตัดสินใจ และหากลาออกมากก็อาจกระทบกับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม สนช.ยังต้องดำเนินการตามหน้าที่โดยพิจารณากฎหมายลูกให้แล้วเสร็จภายในเวลา 60 วัน ในชั้นกรรมาธิการจะใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน และอีก 15 วันให้รอบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม สนช. และหากมีความจำเป็นอาจต้องนำคณะกรรมาธิการไปเก็บตัวต่างจังหวัด เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูกโดยเฉพาะ เนื่องในวันที่ 19 พ.ค.จะมีกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติที่ จ.จันทบุรี ที่ สนช.ต้องไปร่วม อาจนำคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง และคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ. คณะกรรมการการเลือกตั้ง เก็บตัวนอกสถานเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวด้วย
แห่ขายหุ้นสัมปทานหวั่นตกเก้าอี้
นายสุรชัยกล่าวว่า ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ทำให้ สนช.ต้องปฏิบัติตามรัฐ ธรรมนูญ รวมถึงต้องปฏิบัติตามเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามในรัฐธรรมนูญด้วย โดยเฉพาะมาตรา 184 (2) เรื่องการกำหนดคุณสมบัติ ห้าม สนช.รวมถึงคู่สมรสและบุตรเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาหรือรับสัมปทานจากหน่วยงานรัฐ เพื่อป้องกันการขัดกันทางผลประโยชน์ระหว่างหน้าที่ราชการกับธุรกิจ หากใครถือหุ้นดังกล่าวจะมีผลต้องพ้นจากสมาชิกภาพ สนช.ทันที
นายสุรชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตีความรัฐธรรมนูญปี ?50 ว่า หากเป็นกรณีถือครองหุ้นสัมปทานรัฐมาก่อนที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็สามารถถือครองหุ้นดังกล่าวต่อไปได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่ม แต่เท่าที่ ทราบขณะนี้มี สนช.บางส่วนที่ถือครองหุ้นสัมปทานรัฐได้ขายหรือโอนหุ้นไปหมดแล้ว ก่อนที่รัฐธรรมนูญใหม่จะมีผลบังคับใช้เพราะไม่อยากกังวลใจในข้อกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าสามารถถือครองต่อได้ แต่เป็นการตีความตามรัฐธรรม นูญปี 2550 จึงไม่แน่ใจว่าจะมีผลผูกพัน และเป็นบรรทัด ฐานมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ศาลรธน.รักษาการ-ต่ออายุผู้ว่าสตง.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า หลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่ สถานภาพของแม่น้ำ 5 สายจะค่อยๆ สิ้นสุดลงไป แต่ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือสิทธิเสรีภาพประชาชน ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีหน้าที่ของรัฐ แต่ครั้งนี้มีหน้าที่ของรัฐในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และสิทธิของประชาชนเพิ่มเติมหลายเรื่อง ยังมีอะไรใหม่ๆ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อมีรัฐบาลและสภาใหม่ ส่วนการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะต้องปรับปรุงในบางส่วนให้ตรงกับรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามถึงคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 23/2560 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่เผยแพร่ในราชกิจจาวันเดียวกันนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า มีความจำเป็น จะมีกรรมการในองค์กรอิสระบางแห่งพ้นวาระก่อนกฎหมายลูกออกมา จึงประสานกรธ.ว่าจะออกคำสั่งลักษณะนี้ แม้ตอนนี้จะสรรหาใหม่แต่กฎหมายลูกออกมาจะเซ็ตซีโรหรือไม่ คนสมัครจะไม่กล้าเพราะไม่รู้อยู่ได้นานแค่ไหน การแก้ปัญหาจึงนำหลักเกณฑ์ที่คิดจะออกเป็นกฎหมายลูกมาออกเป็นคำสั่งหัวหน้าคสช. ในคำสั่งระบุถึง 2 องค์กรคือ ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครบวาระพ.ค.60 จึงให้รักษาการต่อ และให้มีการสรรหาระหว่างนั้น โดยยึดคุณสมบัติตามกฎหมายลูกที่กรธ.แจ้งมา ส่วนคตง.ที่จะครบวาระก.ย.60 ให้ทำเช่นเดียวกัน รวมถึงตัวผู้ว่าฯสตง.ที่จะมีอายุครบ 65 ปี ที่ต้องพ้นวาระตามกฎหมาย ให้ทำหน้าที่ต่อไปจนถึงก.ย.60 เช่นกัน และให้ยึดวาระการดำรงตำแหน่งตามคำสั่งนี้
หมอสุรเชษฐ์รับทิ้งเก้าอี้กสม.
นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยอมรับว่า ยื่นหนังสือลาออกจริง เหตุผลเป็นไปตามที่ปรากฎเป็นข่าว ให้ไปสืบเสาะหาจากคนภายใน อย่าให้ออกจากปากของตนเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าออกจากบ้านแล้วเผาบ้าน ตัวเอง “ผมจำเป็นต้องฮาราคีรีตัวเองเพื่อให้องค์กรรู้ตัวบ้าง หวังว่าการลาออกของผม จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
นางอังคณา นีละไพจิตร กสม. กล่าวว่า ความเป็นประชาธิปไตยในองค์กร ความมี ธรรมาภิบาล การยอมรับก็สำคัญ ไม่ใช่ยึดเสียงข้างมากอย่างเดียวต้องรับฟังเสียงข้างน้อยแต่สุดท้ายมันก็ต้องเคารพกัน ส่วนตัวชื่นชมนพ.สุรเชษฐ์ พยายามอดทนอดกลั้น มานาน เมื่อวันหนึ่งมันทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ จนไม่เป็นผลดี ทุกคนก็ต้องทบทวน ไม่อยากให้การลาออกของนพ. สุรเชษฐ์ สูญเปล่า อยากเห็นการแก้ไขปัญหา ตามหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งบางครั้งอาจกว้างกว่ากฎหมาย แต่ปัญหาเป็นเรื่องบรรยากาศในการทำงาน ถ้าบรรยากาศเป็นมิตรไม่มีอคติ มีการยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่มองคนที่คิดต่างไม่ใช่พวก รับฟังกัน งานที่เรามุ่งมั่นทำมันก็จะไปได้มากกว่านี้
นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กสม.ปฏิเสธให้ความเห็นแต่ระบุว่านายวัส ติงสมิตร ประธาน เตรียมแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวเร็วๆ นี้

