รามา-ศิริราช เหลือหน้ากากอนามัยใช้ 1-3 สัปดาห์ เร่งเจรจาศูนย์กระจายหน้ากาก
เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมปิติ ผอ.รพ.รามาธิบดี ในฐานะ ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่าย รพ.กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงการทำหนังสือถึงเลขาธิการ อย. ให้ช่วยติดตามแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยขาดในกลุ่มสถาบันแพทย์ และทันตแพทย์ ว่า หลังจากที่ผ่านทางกลุ่มสถาบันแพทย์ได้มีการทำหนังสือติดตามทวงหน้าถึงการให้การช่วยเหลือให้หน้ากากอนามัย มีเพียงพอในกลุ่มสถาบันแพทย์
โดยมีการประชุมกับศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย ดำเนินการร่วมกันระหว่าง กลุ่มสถาบันแพทย์ และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นครั้งที่ 2 ผลจากการหารือ ทางที่ประชุมศูนย์รับปาก สถานการณ์จะดีขึ้น และจะบริหารจัดการให้หน้ากากอนามัยมีเพียงพอ อย่างน้อย 1.3 ล้านชิ้น ต่อสัปดาห์ จากความต้องการทั้งหมด 700,000 ชิ้น เพื่อกระจายในกลุ่มสถาบันแพทย์
นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการหน้ากากอนามัย ทางกลุ่มสถาบันได้มีการจับคู่ร่วมกับโรงงานผลิต 11 โรงงาน และวางแผนผลิตให้เพียงพอ โดยราคาตก 1 ชิ้น 2.50 บาท ตามราคาควบคุม และกำหนดให้ทางสถาบันแพทย์ และทันตแพทย์ ต้องชำระเงินไม่เกิน 5 วัน เพื่อให้โรงงานผลิต นำเงินส่วนนี้ไปจัดซื้อหาวัตถุดิบในการผลิตให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญนอกจากหน้ากากอนามัยเพียงพอในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชน ว่า กลุ่มคนใดเป็นกลุ่มคนที่ต้องสมควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตระหนกจนสินค้าไม่พอ เกิดการกักตุน
“ตอนนี้ทางโรงพยาบาลเหลือหน้ากากอนามัยทางการแพทย์สำรองใช้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ หลังจากการหาซื้อหน้ากากอนามัยจากบริษัทผู้ผลิตไม่เพียงพอ ประชาชนต้องรู้ตัวเอง ต้องเข้าใจรอบรู้ในสถานการณ์และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง อย่างมีแค่ศรัทธาจริต ต้องมีปัญญาจริตด้วย ไม่เอาแต่ความเชื่อ หรือความคิดว่า มีแล้วจะป้องกัน แต่ต้องป้องกันตัวเองให้ถูกวิธี “นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผอ.รพ.ศิริราช ยอมรับว่า ความต้องการใช้ของโรงพยาบาลศิริราชอยู่ที่ประมาณแสนชิ้นต่อสัปดาห์แต่จะได้รับจากศูนย์ฯ 90,000 ชิ้น ซึ่งต้องหวังพึ่งศูนย์กระจายหน้ากากอนามัย เพราะหาซื้อที่อื่นไม่ได้ ขณะที่ ล่าสุดโรงพยาบาลศิริราช มีใช้ได้อีก 3 สัปดาห์ ถือว่าเสี่ยง แต่หลังจากที่ได้การจัดสรรวันนี้เป็นต้นไปก็ช่วยบรรเทาลงได้
ยอมรับว่า โรงพยาบาลศิริราชไม่ได้ให้หน้ากากกับบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน แต่เฉพาะสายงานที่สัมผัสผู้ป่วยโดยตรง นอกนั้นจะให้หน้ากากผ้าที่ซักได้กับบุคลากรอื่น โดยในกรณีบุคลากรในกลุ่มเสี่ยง มีอยู่ที่ 15,000 คน รวมแพทย์และนักศึกษาแพทย์ ตัวเลขที่ขอจึงไม่ได้เกินความต้องการจนเกินไป และไม่ได้พยายามกักตุน เพราะเข้าใจสถานการณ์ดี