สธ.เผยแนวทางผ่อนปรนกิจการ 4 กลุ่ม ชง ศบค.เคาะเปิด-ไม่เปิด ชี้ต้องมีมาตรการพื้นฐาน มาตรการเฉพาะของแต่ละประเภทกิจการ
วันที่ 29 เม.ย. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน ว่า
ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการวิชาการ เรื่องแนวทางผ่อนปรนกิจกรรมและกิจการที่แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ
1.กลุ่มมีความเสี่ยงต่ำและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น ตลาด ร้านอาหารที่เปิดโล่ง ร้านตัดผม ฯลฯ
2.กลุ่มที่มีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ต่อเศรษฐกิจและสังคม หากจะเปิดต้องมีเงื่อนไข เช่น ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
3.กลุ่มที่เพิ่มความสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิต เช่น ฟิตเนส โรงยิม สปา
4.กลุ่มมีความเสี่ยงสูง อาจมีความแออัด คับแคบ มีการสัมผัสใกล้ชิด ตะโกน กระแทกกระทั้นกัน หลักการคือไม่ควรเปิด
“การเห็นชอบแนวทางการผ่อนปรน มอบให้กรมควบคุมโรค ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อฯ ประสานไปยังศบค. ซึ่งจะเสนอไปทันที ส่วนจะประกาศกิจการอะไรเปิดก่อน เปิดหลัง หรือเปิดเมื่อไร ต้องรอ ศบค.ประกาศ ซึ่งจะพิจารณาทั้งปัจจัยด้านสาธารณสุขเป็นตัวนำและด้านเศรษฐกิจ โดยจะออกมาตรการพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติ หลักการคาดว่าจะเป็นการเปิดเหมือนๆ กันทุกจังหวัด โดยอาจเริ่มจากกิจการในกลุ่มแรกก่อน มิเช่นนั้นอาจมีปัญหาเรื่องการเดินทางข้ามพื้นที่”
อย่างไรก็ตาม อาจมีการออกมาตรการเฉพาะเพิ่มเติมให้แก่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อให้แต่ละจังหวัดออกมาตรการเข้ากับกิจการที่มีความผันแปรในพื้นที่ เช่น ร้านอาหารมีหลายขนาด มีความแตกต่างกันไป มาตรการพื้นฐานเหมือนกัน แต่อาจมีมาตรการเฉพาะเพิ่มเติมลงไป เช่น ร้านขนาดเล็กที่จัดระยะห่างได้ยาก อาจตั้งฉากกั้นหรือไม่ ร้านตัดผมก็มีหลายแบบทั้งในห้องแถว ในร้านห้องแอร์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะไปพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ได้ แล้วอนุญาตให้เปิดหรือไม่เปิด”นพ.สุวรรณชัยกล่าว
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติคือ 1.เห็นชอบแนวทางการเฝ้าระวังการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ในกลุ่มเสี่ยงและสถานที่เสี่ยง โดยเพิ่มอัตราการตรวจให้ได้จาก 2,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน เป็น 5,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ภายในเดือนพ.ค.นี้ เนื่องจากเราเข้าสู่ระยะผ่อนปรน จึงจำเป็นต้องค้นหาหรือรับทราบว่ามีคนที่มีอาการน้อยๆ หรือไม่มีอาการ แต่มีการติดเชื้ออยู่หรือไม่
โดยกลุ่มคนที่จะตรวจ คือ บุคลากรทางการแพทย์ คนที่ทำอาชีพเสี่ยง เช่น พนักงานส่งอาหารเดลิเวอรี ส่งไปรษณีย์ พนักงานขับรถโดยสาร แรงงานต่างด้าว ส่วนสถานที่เสี่ยง เช่น แคมป์คนงานก่อสร้าง ชุมชนแออัด ทั้งในเขตเมืองและบางพื้นที่ โดยจะมีการตรวจทั้งแบบครอบคลุม 100% หรือตรวจแบบสุ่ม ทำให้เมื่อเวลาผ่อนปรนโอกาสที่คนออกนอกบ้านมากขึ้น ไปมีกิจกรรมในสังคมมีโอกาสไปสัมผัสกับคนที่มีอาการน้อยๆ แล้วนำมาสู่การแพร่ระบาดลดลงไป
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า วิธีการตรวจ คือ การตรวจหาสารพันธุกรรมเชื้อ ด้วย RT-PCR จากสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูก และเสริมด้วย RT-PCR จากน้ำลายส่วนลึกในลำคอ เพราะบางพื้นที่มีกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก เช่น พื้นที่มีแรงงานต่างด้าวเยอะ มีเป็นหลักพันหลักหมื่นคน ก็จะเอาการตรวจน้ำลายส่วนลึกในลำคอมาเสริมเพื่อลดเวลา อย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ยังจะใช้การตรวจ RT-PCR จากสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูกเช่นเดิม ขณะนี้เริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น กทม. 3 จังหวัดชายแดนใต้ และบางพื้นที่ที่แรงงานต่างด้าวเยอะอย่างสมุทรสาคร เป็นต้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง