เปิด 4 ประเด็น ดีเอสไอแย้ง อัยการสั่งไม่ฟ้องชัยวัฒน์-พวก อุ้มฆ่าบิลลี่

18 ส.ค. 2563 - 17:32 น.

เปิด 4 ประเด็น ดีเอสไอแย้ง อัยการสั่งไม่ฟ้องชัยวัฒน์-พวก อุ้มฆ่าบิลลี่

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

กรณีสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 มีคำสั่งไม่ฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และพวก รวม 4 คน ข้อหาร่วมกันฆ่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือโต้แย้งถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา โดยมีประเด็นโต้แย้งสำคัญ 4 ประเด็นคือ

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
เพิ่มเพื่อน

ประเด็นแรก พนักงานอัยการ ให้เหตุผลว่า ผู้ต้องหาให้การว่า ภายหลังเกิดเหตุได้ปล่อยตัวนายพอละจีไปแล้ว

ดีเอสไอ โต้แย้งว่า คำให้การของผู้ต้องหา เป็นพยานที่มิอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และผู้ต้องหาไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันว่าได้ปล่อยนายพอละจีไปแล้ว ตรงกันข้ามกับพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีทั้งพยานวัตถุ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพยานบุคคลถึง 131 ราย

ซึ่งพยานมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับกลุ่มผู้ต้องหา ให้การไปในทางเดียวกันโดยปราศจากข้อพิรุธ สรุปได้ว่า นายพอละจี รักจงเจริญ ถูกกลุ่มผู้ต้องหาจับกุมตัวและพาตัวไป แล้วไม่มีผู้ใดพบเห็นนายพอละจี และไม่อาจติดต่อนายพอละจี ได้อีกเลย

ประเด็นที่สอง พนักงานอัยการ ให้เหตุผลว่า พยานซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงาน เบิกความขัดกัน

ดีเอสไอ โต้แย้งว่า การที่พยานนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ที่เคยเบิกความต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ว่า พยานทั้งสองพบเห็นนายพอละจี ภายหลังกลุ่มผู้ต้องหาควบคุมตัวและพาตัวขับรถออกไปในวันเกิดเหตุแล้ว แต่ต่อมากลับคำให้การโดยเบิกความต่อศาลอาญาว่า ไม่เคยพบนายพอละจี อีกเลย ภายหลังกลุ่มผู้ต้องหาควบคุมตัวและพาตัวขับรถออกไปในวันเกิดเหตุแล้ว

การกลับคำให้การในภายหลัง ในวันที่พยานทั้งสองรายมีอิสรภาพทางความคิด มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกลุ่มผู้ต้องหา และมิได้ถูกบังคับขู่เข็ญย่อมเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจและมีน้ำหนักเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้

ประเด็นที่สาม พนักงานอัยการ ให้เหตุผลว่า ศาลจังหวัดเพชรบุรีมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ พิเศษ 1/2557 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ยกคำร้องของ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ที่ขอให้ผู้ต้องหาปล่อยตัว นายพอละจี รักจงเจริญ จากการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนยกฟ้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาได้ปล่อยนายพอละจีไปแล้ว

ดีเอสไอ โต้แย้งว่า ศาลยกคำร้องของนางสาวพิณนภา เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่พอจะฟังได้ว่า ในขณะที่นางสาวพิณนภายื่นคำร้องต่อศาลนั้น กลุ่มผู้ต้องหาได้ควบคุมนายพอละจีไว้ ศาลจึงยกคำร้อง ยังไม่มีขั้นตอนที่ผู้ต้องหาจัดทำพยานหลักฐานเพื่อแสดงว่าได้ทำการควบคุมตัวหรือปล่อยตัวนายพอละจีแต่อย่างใด

การที่พนักงานอัยการตีความคำพิพากษาของศาลทั้งสามศาลว่า การที่ศาลยกคำร้องของนางสาวพิณนภา ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องหาได้ปล่อยนายพอละจีไปแล้ว โดยที่ไม่ปรากฎข้อความใดในคำพิพากษาที่จะฟังเป็นการยืนยันได้ว่า ผู้ต้องหาได้ปล่อยนายพอละจีไปแล้ว

การใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการในประเด็นนี้ ก็ย่อมเป็นการใช้ดุลยพินิจในการตีความคำพิพากษาของศาล ที่อาจคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของคำพิพากษาศาล และอาจทำให้ถูกมองไปในทางที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ต้องหาได้

ประเด็นที่สี่ พนักงานอัยการให้เหตุผลว่า แม้จะมีการพบถังน้ำมันและชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ ทั้งมีผลการตรวจหาพันธุกรรมยืนยันเชื่อว่าเป็นโครงกระดูกของนายพอละจี รักจงเจริญ แล้วก็ตาม แต่พนักงานอัยการยังเห็นว่า พยานหลักฐานดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระดูกของนายพอละจีจริง จึงยังฟังไม่ได้ว่านายพอละจีถึงแก่ความตายแล้ว

ดีเอสไอ โต้แย้งว่า พยานผู้เชี่ยวชาญ ผศ.วรวีร์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ให้การว่า ในส่วนของไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอนั้น จะมีส่วนที่คงที่ในการถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร กับส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะพบการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการถ่ายทอด 2 รุ่นขึ้นไป เช่น จากยายสู่หลาน แต่การตรวจพิสูจน์ในคดีนี้ พบว่า ไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอตรงกัน และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งคำว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากจะตีความหมายจากบริบทของพยานแล้วก็ต้องพิจารณารับฟังว่า การตรวจหาไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนกระดูก Temporal ซึ่งเป็นวัตถุพยานในคดีนี้ พบว่า เป็นชิ้นส่วนกระดูก Temporal ของบุตรของนางไพเราะจี รักจงเจริญเท่านั้น จะรับฟังเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย

เมื่อบุตรคนอื่นนอกจากนายพอละจียังมีชีวิตอยู่ และชิ้นส่วนกระดูก Temporal เป็นชิ้นส่วนสำคัญของกะโหลกศีรษะ หากบุคคลที่ชิ้นส่วนกระดูกนี้หายไปจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ กรณีนี้จึงต้องรับฟังว่า นายพอละจีเสียชีวิตไปแล้ว

คดีนี้จากการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสืบสวน กรณีการหายตัวไปของนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำชุมชนกะหรี่ยงบ้านโปงลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หายตัวไปภายหลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมในความผิตอาญา กรณีนำน้ำผึ้งซึ่งเป็นของป่าออกจากเขตอุทยานแห่งชาติฯ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งทางการสืบสวนมีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าเกิดจากการกระทำผิดอาญา

ต่อมา คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติให้กรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยเป็นคดีพิเศษที่ 13/2562 และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นควรฟ้อง (1) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร (2) นายบุญแทน บุษราคัม (3) นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และ (4) นายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ เป็นผู้ต้องหาที่ 1-4 ตามลำดับ

ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้

ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย

ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง

ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิขอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง

และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นดังกล่าวไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมา สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานคดีพิเศษ ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 มกราคม 2563 แจ้งคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ทั้งหมดตามข้อกล่าวหา โดยออกคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1-3 เฉพาะความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละวันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และออกคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 4 เฉพาะความผิดฐานสนับสนุนตามข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือไม่

ภายหลังที่ได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของพนักงานอัยการแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และโดยเฉพาะพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ประกอบความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน กับความเห็นของพนักงานอัยการที่ประกอบการออกคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว เห็นว่ายังมิอาจเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการดังกล่าว อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงให้ส่งความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาตามกฎหมายต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เปิด 4 ประเด็น ดีเอสไอแย้ง อัยการสั่งไม่ฟ้องชัยวัฒน์-พวก อุ้มฆ่าบิลลี่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง