ประธานมูลนิธิปวีณาฯ รุดเยี่ยม “น้องเอิร์ธ” นักเรียน ม.3 ที่จ.ชัยนาทเหยื่อรุ่นพี่แกล้งจุดไฟคลอกอาการสาหัส ยังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เผยแม่เหยื่อ ขอย้ายลูกไปเรียนที่จังหวัดอื่น ส่วนเรื่องคดีต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของตำรวจหลังมีการแจ้งความไว้แล้ว แต่ผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชนไม่อยากให้มีโทษรุนแรง จี้พม.เร่งฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กทั้งสองฝ่าย ด้านศธ.ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เข้าเยี่ยม น้องเอิร์ธ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท ที่เล่นกับเพื่อนแล้วเกิดอุบัติเหตุถูกไฟไหม้ตามร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา และพักรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ชัยนาทนเรนทร
นางปวีณากล่าวว่า แม่ของเด็กเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ ทางเราให้ความสำคัญกับเรื่องของร่างกายของเด็ก เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เพื่อให้เขาหายและสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ ไม่เกิดความพิการ ถือว่าสำคัญที่สุดนอกเหนือจากเรื่องอื่นจึงได้มาที่โรงพยาบาล พบกับนายแพทย์สาธารณสุข และผู้อำนวยการร.พ.ชัยนาทนเรนทร และได้เห็นการรักษาเยียวยาที่ดีขอชื่นชม ซึ่งการเยียวยาอาจต้องใช้เวลา
ส่วนในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประสานกับนายธีร์ ภวังคนันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการแนะแนว ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งวันนี้ท่านได้ลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริง ตั้งแต่เช้า โรงเรียนอาจมีนักเรียนชายจำนวนหนึ่งเล่นกันจนเกินเลย และคงต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องดำเนินการมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาตรงนี้
สำหรับคดี ต้องเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแม่หรือญาติของเด็กได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ทั้งนี้คนก่อเหตุยัง เป็นเยาวชนไม่อยากให้เด็กต้องได้รับโทษ อาจต้องมีการปรามบ้าง เพื่อให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก หน่วยงานสังกัดสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาดูแลเยียวยาในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยต้องฟื้นฟู สภาพจิตใจเด็กทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ผู้ปกครองด.ช.ชนันชิศได้ขอย้ายโรงเรียนไป ที่จ.อุทัยธานี ที่อยู่ใกล้บ้านป้า ซึ่งได้ประสานกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการให้แล้ว
ด้าน น.ส.กชพรรณ บุญทอง แม่ของนักเรียนที่บาดเจ็บ กล่าวว่า จากการที่ทาง มูลนิธิปวีณาฯ มาช่วยเหลือ รู้สึกพอใจ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้สภาพจิตใจของลูกดีขึ้นระดับหนึ่ง ลูกชายเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้มา 7 ปี ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ฝากสื่อว่า ขออย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก และอยากให้ทางโรงเรียนรับผิดชอบช่วยเหลือมากกว่านี้
นายธีร์กล่าวว่า ศธ.เร่งให้มีการปรับแผนเผชิญเหตุ ในการรองรับเหตุสาธารณภัย ภัยพิบัติ อุบัติภัย และภัยบุคคล ซึ่งกระบวนการแผนเผชิญเหตุต้องใช้เวลาดำเนินงาน แต่ได้ย้ำให้โรงเรียนที่เกิดเหตุในครั้งนี้ ต้องดูแลความปลอดภัยให้เข้มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ ประเด็นองค์ความรู้เรื่องของการจัดการเด็ก จะต้องมีเพิ่มเติมเข้าไปในระบบโดยเร็ว เพราะต้องอาศัยกลุ่มนักจิตวิทยา ต้องหาวิธีการจัดการให้เร็วขึ้น โดยศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ทุกเขตพื้นที่ การศึกษา ต้องจัดการแผนเผชิญเหตุร่วมกับโรงเรียน หากโรงเรียนใดต้องการความช่วยเหลือให้สามารถไปประสานได้ที่เขตพื้นที่การศึกษาได้เลย เพื่อประสานการดำเนินการให้