หมายเหตุ : นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อวันที่ 14 ต.ค. เวลา 22.30 น. และให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวอีกครั้งช่วงเช้าวันที่ 15 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล
โปรดเกล้าฯพระรัชทายาทแต่ปี”15
เมื่อสิ้นรัชกาลหรือราชบัลลังก์ว่างลง สิ่งที่ต้องทำตามมามีอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องการเตรียมการเกี่ยวกับพระบรมศพและการสืบราชสันตติวงศ์ หรือการสืบราชสมบัติ
การสืบราชสันตติวงศ์หรือการสืบราชสมบัติจะดูตามกฎหมาย 2 ฉบับ เป็นหลัก คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งตราขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แต่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนของรัฐธรรมนูญเรื่อยมาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงทุกวันนี้
ส่วนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการสืบราชสมบัติที่จะใช้ต่อไปนี้เป็นกฎเกณฑ์เดียวกับที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2534 เมื่อนำเอากฎเกณฑ์ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไปเทียบกับกฎมณเฑียรบาลจะปรากฏรายละเอียดดังนี้
เมื่อราชบัลลังก์ว่างลงต้องดูว่าเคยสถาปนาพระรัชทายาทไว้หรือไม่ ถ้าไม่เคยมีการแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ก่อนจะมีพิธีปฏิบัติอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระรัชทายาทไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2515
ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ เป็นพระรัชทายาทแล้ว โดยประกอบพิธีที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและที่พระที่นั่งอนันตสมาคม
ซึ่งมีประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งเป็นพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาล
อัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่กำหนดเร็ว-ช้า
และรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้แล้วว่าเมื่อมีการสถาปนาพระรัชทายาทไว้แล้ว หากราชบัลลังก์ว่างลงให้คณะรัฐมนตรีแจ้งไปยังประธานรัฐสภาว่าได้มีการสถาปนาพระรัชทายาทไว้แล้วหรือไม่ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับแจ้งจากคณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาต้องเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีการสถาปนาพระรัชทายาทไว้แล้วหรือไม่
ปัจจุบันคนที่ทำหน้าที่คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อมีมติรับทราบแล้วประธาน สนช.ขอประทานอัญเชิญให้สมเด็จพระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากนั้นจะออกประกาศให้ประชาชนได้ทราบว่าประเทศไทยได้มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว
โดยจะเรียกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังไม่เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
กระบวนการดำเนินการอัญเชิญให้สมเด็จพระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ไม่มีกรอบระยะเวลากำหนด ไม่มีเงื่อนเวลาว่าต้องทำเร็วหรือช้า แต่ถ้าทำเร็วได้ก็เป็นการดี จึงไม่มีอะไรที่อึมครึม ลังเลหรือต้องสงสัยอะไร
“พระบรมฯ”รับสั่งขอทำพระทัย
นายกฯ มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อคืนวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา มีพระราชปรารภว่าขอทำใจร่วมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศก่อน กิจบ้านการเมืองอะไรที่สามารถรอได้ขอให้รอไปก่อน วันนี้ขอให้ทำเรื่องพระบรมศพให้ลุล่วงไประดับหนึ่งก่อน และเมื่อเวลาอันเหมาะสมกับบรรยากาศ ความรู้สึกของประชาชน ค่อยดำเนินการต่อ
รัฐบาลได้รับเรื่องดังกล่าวสนองใส่เกล้าใส่กระหม่อม จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลยังไม่เสนอเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระรัชทายาทไปยังสนช. จึงยังไม่มีการขอประทานอัญเชิญให้สมเด็จพระรัชทายาทขึ้นครองราชบัลลังก์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่เมื่อถึงเวลาอันสมควรรัฐบาลพร้อมดำเนินการต่อไปโดยไม่มีข้อลังเลสงสัยอย่างไรว่าจะมีการปฏิบัติเป็นอย่างอื่นใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนกรณีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว เป็นธรรมดาของนานาประเทศที่เป็นราชอาณาจักร มีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นพระมหากษัตริย์ว่าราชบัลลังก์จะว่างลงไม่ได้
ในต่างประเทศโดยเฉพาะอังกฤษมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าทันทีที่พระมหากษัตริย์องค์ก่อนเสด็จสวรรคต ประชาชนและรัฐบาลจะออกมาพูดเสียงเดียวกันเป็นประโยคแรกว่า “พระราชาธิบดีพระองค์ก่อนเสด็จสวรรคตแล้วขอพระราชาธิบดีพระองค์ใหม่ทรงพระเจริญ” พูดต่อเนื่องโดยไม่เว้นวรรค เพื่อให้เห็นว่ามีความต่อเนื่อง เชื่อมโยง ไม่ขาดสาย ธรรมเนียมปฏิบัติของไทยก็ดำเนินแบบเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมีพระมหากษัตริย์ทันที ซึ่งเกิดได้ในบางคราวที่อาจต้องรอ
สมัยรัชกาลที่ 7 ทรงสละบัลลังก์โดยมีพระราชสาส์นมาจากอังกฤษ กว่าพระราชสาส์นจะมาถึงประเทศ กว่ารัฐบาลไทยจะอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ กว่าจะทรงรับราชสมบัติใช้เวลายาวนาน ซึ่งต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ผู้สำเร็จราชการเป็นการชั่วคราว
ณ เวลานี้ไม่มีเหตุจำเป็นต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาทรงมีราชปรารภ รัฐบาลก็รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม จึงเป็นเหตุให้ตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อไม่ให้ทุกอย่างว่างเว้นลง เพราะอาจมีกิจบ้านการเมืองต้องปฏิบัติ แต่ถ้าไม่มีก็แล้วไป
รัฐธรรมนูญเขียนหลักเกณฑ์นี้ไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2534 ใช้มาจนบัดนี้และจะใช้ต่อไปในรัฐธรรมนูญฉบับหน้า ซึ่งเขียนว่า เมื่อยังไม่มีการสถาปนาหรือตั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชแทนพระองค์ชั่วคราวไปพลางก่อน และไม่ต้องไปปฏิญาณตนต่อรัฐสภา สามารถปฏิบัติงานได้ทันทีเพื่อไม่ให้เกิดการว่างเว้น แต่ยังมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกอย่างหนึ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ที่ต้องไปปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา
เวลานี้ยังไม่มีการประกาศว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เป็นใคร เพื่อไม่ให้ขาดตอนในการปฏิบัติกิจบ้านการเมืองประธานองคมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนตามรัฐธรรมนูญกำหนด
ส่วนระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่จะใช้เวลาไม่นาน เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสมต้องกลับมาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 23 และ 24 ต่อไป
ส่วนประเด็นการแพร่พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่พระนามว่าอย่างไรนั้น ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ยังไม่อยู่ในขั้นตอนที่รัฐบาลแจ้งไปยังสภา ยังไม่ถึงขั้นตอนการอัญเชิญให้สมเด็จพระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ หรือออกประกาศใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าถึงเวลาที่เหมาะสมรัฐบาลจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป
บำเพ็ญพระราชกุศลอย่างน้อย 1 ปี
สำหรับขั้นตอนพระราชพิธีราชาภิเษกนั้น นายกฯ กราบบังคมทูลถามสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ว่าการพระบรมศพจะใช้เวลานานเท่าไรเพราะเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุ ต้องใช้เวลาสักระยะในการดำเนินการตามธรรมเนียมราชประเพณีการถวายพระเพลิง และโดยปกติจะไม่ทำกันในหน้าฝนจากการเทียบกับโบราณประเพณีในอดีต
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีพระราชบัณฑูรว่าเรื่องหน้าฝนอะไรก็เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของช่างไปว่ากันเองแต่น่าจะมีการบำเพ็ญพระราชกุศล กว่าจะถึงเวลาออกพระเมรุก็คงใช้เวลาประมาณ 1 ปีเป็นอย่างน้อย ตรงนี้ถือเป็นพระราโชบายที่รัฐบาลต้องทราบเพื่อจะได้มาดำเนินการถูก ถ้าเร็วงานสร้างพระเมรุก็ต้องเร็ว
เมื่อเทียบกับคราวพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ปี 2527-2528 หรือเทียบกับงานพระเมรุสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีในปี 2538-2539 เทียบกับงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อประมาณปี 2551-2552 และงานสุดท้ายพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ปี 2554 นั้น
หลังจากสวรรคตหรือสิ้นพระชมน์แล้วการพระราชทานเพลิงพระบรมศพ หรือพระศพนั้น จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วต่างกัน 5-6 เดือนบ้าง 8-9 เดือนบ้าง อันนี้จำเป็นต้องขอรับพระราโชบาย ซึ่งได้พระราชทานพระราโชบายแล้วว่าน่าจะเป็นระยะเวลาที่ประชาชนชาวไทยจะต้องอาลัย
และไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาบอกกันว่าจะถวายพระเพลิงช้าหรือเร็วอย่างไร จะอยู่ระหว่างการบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างนี้ไปเป็นอย่างน้อย 1 ปี เท่ากับเวลาที่รัฐบาลประกาศให้ไว้ทุกข์ อย่างอื่นเป็นเรื่องค่อยมาพูดกัน เช่นการกำหนดถวายพระเพลิงที่แน่ชัด การบรมราชาภิเษกที่จะเกิดขึ้น และอะไรต่ออะไรที่ต้องตามมาหลังจากนั้น
“ครองราชย์-บรมราชาภิเษก”ต่างกัน
ย้ำอีกครั้งการเชิญขึ้นครองราชย์กับการบรมราชาภิเษกคนละเรื่องกัน มันต่างกัน การเชิญขึ้นครองราชย์คือการสืบราชสันตติวงศ์ แต่บรมราชาภิเษกเป็นเรื่องของพระราชพิธี พูดง่ายๆ แบบฝรั่งคือการสวมมงกุฎ ในต่างประเทศเองก็ทิ้งเวลาเหมือนกัน
อย่างเจ้าชายจิกมี แห่งราชอาณาจักรภูฏานขึ้นรับราชสมบัติต่อจากพ่อ 1 ปี แล้วท่านขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทันทีแต่ท่านยังไม่สวมมงกุฎ เพราะโหรประเทศท่านคำนวณพระฤกษ์แล้วไม่มีศุภวาระดิถีมงคลในปีนั้นก็ต้องทิ้งไป 1-2 ปี จึงจะไปถึงเวลาพระบรมราชาภิเษก
ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือญี่ปุ่นที่เป็นราชอาณาจักรที่มีสมเด็จพระราชาธิบดีก็ใช้หลักทำนองเดียวกัน เพียงแต่ช้าหรือเร็วต่างกัน สำหรับหลักการสร้างพระเมรุจะต้องเตรียมสถานที่ ต้องมีไม้ เตรียมราชรถ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ถ้าจะให้ตอบต้องตอบว่าประมาณ 1 ปีตามพระราโชบาย
การถวายพระเพลิงกับการขึ้นบรมราชาภิเษกนั้น ไม่โยง ไม่เกี่ยว ให้นำกรณีรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่าง ท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงพระปรมาภิไธยในทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จในวันที่รัชกาลที่ 8 สวรรคต พอสามทุ่มท่านก็เป็นพระมหากษัตริย์ และวันนั้นก็นับเป็นวันที่ 1 ปีที่ 1 ของรัชกาล
แต่ต้องเรียกท่านว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้เรียกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นพระมหากษัตริย์แล้วท่านก็กลับไปเรียนต่อ ผ่านไป 4 ปี ศึกษาจบและเสด็จกลับประเทศไทย จึงมีการถวายพระเพลิง จากนั้นตามด้วยการมีพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พ.ค. 2493 หรือที่เรียกว่าวันฉัตรมงคล และถือเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่บัดนั้น
ผู้สำเร็จราชการลงนามรธน.ใหม่ได้
ความเป็นจริงเราบอกว่าทรงครองราชย์ 70 ปี ไม่เคยนับจากวันที่ 5 พ.ค. 2493 แต่เรานับจากวันที่ 1 ปีที่ 1 ซึ่งก็คือ 9 มิ.ย. 2489 เพราะฉะนั้นในกรณีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ก็จะเกิดตามหลักเดียวกัน
ขณะนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นทั้งประธานองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว และรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานองคมนตรีไม่ได้ ซึ่งต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ด้วยเหตุนี้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 25 กำหนดไว้ว่าให้คณะองคมนตรีประชุมปรึกษาเลือกองคมนตรี 1 คน ขึ้นเป็นประธานองคมนตรี เพราะมีภารกิจที่ต้องทำ เช่น มีเหตุเภทภัยเกิดขึ้น และเมื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พ้นจากหน้าที่ก็จะมาเป็นประธานองคมนตรีเหมือนเดิม โดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ ทุกอย่างเป็นไปโดยกฎหมายที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญในอดีตก็เคยลงนามโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เช่น นายปรีดี พนมยงค์ เจ้าพระยายมราช พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และกฎหมายต่างๆ การแต่งตั้งข้าราชการ ผู้สำเร็จราชการสามารถลงนามได้
รัชสมัยรัชกาลใหม่เริ่มต้น 13 ต.ค.59
ส่วนที่มีข่าวลือว่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจเสนอชื่อพระมหากษัตริย์ ยืนยันไม่จริง เพราะเป็นเรื่องคณะรัฐมนตรีต้องแจ้งไปยังประธานรัฐสภา หรือประธานสนช. จากนั้นจะมีการประชุมสนช.เพื่อมีมติรับทราบ
จากนั้นประธานสนช.จะเข้าเฝ้าฯเพื่ออัญเชิญขึ้นครองราชย์ จากนั้นจะประกาศให้ประชาชนชาวไทยรับทราบ บัดนั้นประเทศไทยจะมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยสมบูรณ์และราชสมบัติจะไม่มีวันขาดตอนลง หมายความว่ารัชสมัยแห่งรัชกาลใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป
เรื่องนี้ใช้ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาล รวมทั้งโบราณราชนิติประเพณี เพราะบางเรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีคำตอบ เช่น รัชทายาทมาจากไหน เป็นใคร แต่เมื่อตั้งรัชทายาท รัชทายาทจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนขั้นตอนดำเนินการใช้โบราณราชประเพณี
พระรัชทายาทไม่สามารถลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เพราะพระรัชทายาทเป็นที่ 2 รองจากพระเจ้าอยู่หัว และไม่มีอำนาจใดๆ ยกเว้นในส่วนพระราชพิธีอย่างที่เห็นในพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จะทรงบัญชาการในส่วนนี้และทรงเอาพระทัยใส่อย่างมาก
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ รับสั่งกับนายกฯ ว่าขอให้ทุกอย่างในช่วงนี้อย่างน้อยก็ช่วงนี้ให้อยู่เป็นปกติเหมือนกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศยังทรงสถิตอยู่ อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าแผ่นดินว่างเปล่าและทุกอย่างอย่าเพิ่งให้เป็นอดีตเร็วนักเลย เก็บมันไว้ให้เป็นปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้เราเป็นลูก เราเป็นหลาน เราเป็นญาติ เราก็คงเคยทำอย่างนี้กับพ่อเรา แม่เรา คู่สมรส คนรักของเราที่ตาย เราอาจจะเห็นว่าบางครั้งเรากินข้าวเรายังตั้งเก้าอี้ไว้และบอกแม่พ่อ (น้ำตาคลอเบ้าก่อนจะร้องไห้ในที่สุด)