พักในสุวรรณภูมิ 8ซิมบับเว กินนอนอยู่3เดือน เหมือนในหนังฮอลลีวู้ด บินกลับบ้านเกิดไม่ได้ เหตุสงครามกลางเมือง ขอยูเอ็นลี้ภัยปท.ที่สาม มีรอส่งกลับวันละ10คน

ขอบคุณภาพ Thai PBS

8 ชีวิตซิมบับเวกลับประเทศไม่ได้ กินนอนในสนามบินสุวรรณภูมินาน 3 เดือน ตม.เผยทั้งหมดเข้าไทยตั้งแต่เดือนพ.ค.ก่อนเดินทางออก 23 ต.ค. แต่เมื่อมาถึงจุดตรวจพบวีซ่าหมดอายุ จึงเปรียบเทียบปรับแล้วจะส่งกลับซิมบับเว แต่ทั้งหมดอ้างประเทศมีสงครามกลางเมือง-กลับไม่ได้ จากนั้น 7 พ.ย.จะบินไปยูเครน-สเปน-มอริเตเนีย แต่มีปัญหาอีกครั้งเลยถูกส่งกลับมายังสุวรรณภูมิ ตอนนี้ประสานยูเอ็นขอลี้ภัยไปประเทศที่สาม แต่ยังต้องอยู่ในการดูแลของตม. โดยสายการบินยูเครนดูแลเรื่องค่าอาหาร ด้านประธาน เอโอซีเผยช่วง 2 ปีสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารใช้ห้องรอส่งกลับเฉลี่ยวันละ 10 คน บางคนอยู่แค่ชั่วโมง-เป็นเดือน

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่และแชร์ในโลกโซเชี่ยล เป็นเรื่องราวของหนูน้อยจากซิมบับเว พร้อมครอบครัวที่ต้องติดอยู่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิมานานกว่า 3 เดือนแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ ซึ่งพล็อตเรื่องคล้ายกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดัง “เดอะ เทอร์มินอล”ที่นำแสดงโดยพระเอกดัง “ทอม แฮงก์”

โดยผู้โพสต์เรื่องราวครั้งนี้ระบุว่า “สาวน้อย Mashia จากซิมบับเว คนนี้ติดอยู่สนามบินกับพี่ชายและครอบครัวมาร่วมเกือบสามเดือน เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบภายในประเทศ แต่จิตใจพวกหนูเข้มแข็งมากๆ ไม่งอแง ไม่ดื้อ อาจมีซนบ้างตามประสาเด็ก วันนี้สัญญากันไว้ว่าจะมีของขวัญวันคริสต์มาสมาให้ หนูจะดูตื่นเต้นรึเปล่าไม่รู้แต่ที่รู้เจ้า Milan พี่ชายหนูดูตื่นเต้นมาก Merry Christmas to Mashia, Milan, Eton and Tanaka. To hope all of you back to your sweet home as soon. Nice to meet all of you guys”

ด้านนายหลุยส์ จูเนียร์ มอเซอร์ ประธานคณะกรรมการดำนินงานธุรกิจการบิน (Airline Operators Committee หรือเอโอซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลสายการบินที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเป็นชาวซิมบับเว 2 ครอบครัว มีสมาชิกรวม 8 คน มีทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ ซึ่งชาวซิมบับเวทั้ง 8 คนไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ห้องผู้โดยสารต้องห้ามรอส่งกลับ โดยเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ทางสายการบินจัดไว้ให้ แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจัดไว้ เนื่องจากเกรงว่าหากมาอยู่อาศัยในพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นของส่วนรวมอาจไม่สะดวก เพราะมีเด็กเล็กด้วย จึงขออยู่ในพื้นที่ตม.แทน ซึ่งตามกฎหมายบุคคลต้องห้ามของตม.ให้อำนาจตม.สามารถกำหนดพื้นที่ให้เป็นที่พักสำหรับผู้โดยสารรอการส่งกลับได้

นายหลุยส์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเอโอซี จัดพื้นที่ส่วนกลางเป็นห้องที่เรียกว่า ห้อง ผู้โดยสารต้องห้ามรอส่งกลับไว้เกือบทุกสนาม บิน โดยในส่วนของสนามบินหลักอย่างเช่นสุวรรณภูมิจะมีพื้นที่ใหญ่พอสมควร โดยมีบริการเก้าอี้นั่งพักรอ เตียงนอน ห้องอาบน้ำไว้ให้บริการพร้อม ซึ่งจากการสำรวจสถิติการใช้บริการห้องดังกล่าวพบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 10 คน บางคนพักรอเป็นชั่วโมง บางคนพักรอเป็นเดือน”

นายหลุยส์กล่าวด้วยว่า ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนสนามบินในประเทศไทยยังไม่มีการจัดห้องผู้โดยสารต้องห้ามรอส่งกลับเป็นการเฉพาะ แต่หลังจากมีสายการบินร้องขอ ทางสนามบินดอนเมืองก็เริ่มนำร่องจัดพื้นที่เฉพาะให้ เพราะตามกฎหมายตม.กำหนดว่าหากผู้โดยสารมีเอกสารเข้าประเทศไม่ครบต้องส่งกลับทันที แต่ก็มีช่วงเวลาต้องรอ เมื่อมีจำนวนมากทำให้สนามบินเกิดความวุ่นวาย ดังนั้นสายการบินจึงร้องขอให้จัดพื้นที่เฉพาะขึ้น จนกลายมาเป็นห้องผู้โดยสารต้องห้ามรอส่งกลับในปัจจุบัน

ขณะที่พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผบก. ตม.2 ในฐานะโฆษกบก.ตม.2 และรองโฆษกสตม. เปิดเผยว่า 2 ครอบครัวชาวซิมบับเวมีด้วยกัน 8 คน เป็นผู้ใหญ่ 4 คน ชาย 2 หญิง 2 และเด็กอีก 4 คน เป็นชาย 3 หญิง 1 วัยตั้งแต่ 2, 6, 7 และ 11 ขวบ โดยทั้งหมดเป็นบุคคลที่ถูกปฏิเสธ เนื่องจากพบว่าอยู่เกินในไทยถึง 5 เดือน โดยทั้งหมดเข้าไทยมาประมาณเดือนพ.ค. และขอเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเดินทางไปยังเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งต้องแวะผ่านที่ประเทศยูเครน แต่เมื่อมาถึงจุดตรวจหนังสือเดินทาง เจ้าหน้ามี่ตม.พบว่าวีซ่าหมดอายุ จึงเข้าข่ายอยู่เกินในไทย เจ้าหน้าที่จึงปฏิเสธพร้อมเปรียบเทียบปรับและส่งกลับ แต่ผู้โดยสารไม่ยินยอมเดินทางกลับประเทศซิมบับเว เนื่องจากเกรงอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ

พ.ต.อ.เชิงรณกล่าวอีกว่า ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย. ผู้โดยสารกลุ่มนี้ได้ซื้อตั๋วเดินทางอีกครั้ง โดยเดินทางผ่านประเทศยูเครน-สเปน-มอริเตเนีย เมื่อกลุ่มผู้โดยสารได้ขึ้นเครื่องจากสุวรรณภูมิไปถึงประเทศยูเครนแล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางต่อจากประเทศยูเครนไปยังสเปนได้ ในวันที่ 13 พ.ย. ผู้โดยสารกลุ่มนี้ จึงถูกส่งตัวจากยูเครนกลับมายังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้โดยสารกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในการดูแลของสายการบิน

“ตอนนี้ครอบครัวชาวซิมบับเวได้ประสานไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ขอลี้ภัย ยูเอ็น เพื่อขอลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม ซึ่งตอนนี้ยูเอ็นได้แจ้งมาแล้วว่าทั้งหมดอยู่ในผู้มีรายชื่อลงทะเบียนขอเป็นผู้ลี้ภัยของยูเอ็น และรอจะนำตัวไปพักคอยที่สำนักงานตม.ที่สวนพลู ระหว่างรอขอลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม ส่วนเรื่องอาหาร ทางสายการบินยูเครนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดและจะพักอาศัยในห้องกักตัวของตม. ซึ่งห้องดังกล่าวเป็นห้องที่ตม.ใช้กักตัวผู้โดยสารที่ไม่ผ่านการอนุญาตให้เข้าประเทศและรอส่งกลับ” พ.ต.อ.เชิงรณกล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘น้องตู่’ อวยพร ‘พี่ป้อม’ สุดซึ้ง! ด้าน ‘บิ๊กป้อม’ นิ้วหายล็อกแล้ว (คลิป)
บทความถัดไปรถตู้อีกแล้ว! เบรกติด-15ชีวิตหวีดร้อง พุ่งชนเกาะกลางถนนบาดเจ็บ ปีนหน้าต่างหนีตายวุ่น