เปิดใจ ลูกสาว “ดักลาส แลตช์ฟอร์ด” พ่อค้างานศิลปะอังกฤษ โจรกรรมโบราณวัตถุมาผิดกฎหมาย ก่อนรีบส่งคืนกัมพูชา เผย ‘รูปปั้นเดินได้ตอนกลางคืน มีใบหน้าที่หลอกหลอน’
แถลงการณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธ.ค. จาก พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (The Met) เผยอยู่ในช่วงดำเนินการเตรียมการส่งคืน โบราณวัตถุ 16 ชิ้นให้กัมพูชาและไทย ในจำนวนนี้เป็นประติมากรรมเขมร 14 ชิ้นจะถูกส่งกลับไปยังกัมพูชา และอีก 2 ชิ้นจะถูกส่งให้ประเทศไทย
หลังตรวจพบว่า โบราณวัตถุชุดนี้ถูกโจรกรรมมาอย่างผิดกฎหมาย โดยนาย ดักลาส แลตช์ฟอร์ด พ่อค้างานศิลปะชาวอังกฤษ ซึ่งถูกตั้งข้อหาจัดตั้งเครือข่ายค้าโบราณวัตถุขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2562
ก่อนที่นาย แลตช์ฟอร์ด จะเสียชีวิตในเวลาต่อมาปี 2563 ในวัย 88 ปี ที่กรุงเทพฯ
อ่านเพิ่มเติม : พิพิธภัณฑ์ดังในนิวยอร์กจ่อส่ง “โบราณวัตถุเก่าแก่” 16 ชิ้น กลับคืนกัมพูชา-ไทย

ภาพประกอบ (ขวามือ) นาย ดักลาส แลตช์ฟอร์ด พ่อค้างานศิลปะชาวอังกฤษ ซึ่งถูกตั้งข้อหาจัดตั้งเครือข่ายค้าโบราณวัตถุขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2562
นอกจากกรณีเบื้องต้น ในอดีตเคยมีการเผยเรื่องราวจากรายงานข่าวระบุว่า นาย แลตช์ฟอร์ด มอบโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งที่อยู่ในการครอบครองของเขาให้กับลูกสาวชาวไทย นวพรรณ เกรียงศักดิ์ อายุ 49 ปี ประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งลูกสาวของเขาตัดสินใจส่งมอบคอลเลกชั่นที่เคยเป็นของบิดาให้กับทางการกัมพูชา
โดย นวพรรณ เล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กของเธอว่า การวิ่งเล่นในที่พักอาศัยที่เต็มไปด้วยโบราณวัตถุเป็นเรื่องต้องห้าม ทุกมุมในอพาร์ตเมนต์ของพ่อที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยรูปปั้นเทพแบบเขมรที่มีมูลค่ามากเกินกว่าจะเสี่ยงกับการเล่นของเด็ก
เมื่อเธอจะเข้านอน ใบหน้าอันเศร้าสลดของรูปปั้นจะเป็นภาพที่หลอกหลอนเธอ สิ่งที่เธอจะพูดกับพ่อ คือ “คุณพ่อคะ รูปปั้นพวกนั้นมันเดินได้ในตอนกลางคืน”
แม้จะมีหลายบุคคลจะประเมินมูลค่าคอลเลกชั่น โบราณวัตถุ มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินไทยกว่าพันล้านบาท แต่เธอก็ตัดสินใจส่งมอบโบราณวัตถุของบิดาทุกชิ้นกลับคืนกัมพูชา ซึ่งจะทำให้นักวิชาการสามารถศึกษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ในพนมเปญ
โดยเธอเผยว่า “อยากให้ของที่คุณพ่อเก็บไว้ ถูกรักษาในที่ที่คนทั่วโลกสามารถสัมผัสและเข้าใจมันได้ ไม่มีที่อื่นซึ่งดีไปกว่ากัมพูชา ที่ซึ่งผู้คนเคารพบูชาวัตถุเหล่านี้ไม่ใช่แต่เพื่อศิลปะและประวัติศาสตร์ของพวกเขา แต่เพื่อความสำคัญเชิงศาสนาของพวกเขาด้วย”
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม
