ทนายอนันต์ชัย ฝากถึง ‘ทนายคนดัง’ ชี้ชัดๆ เปิดรับบริจาคผิดกฎหมายหรือไม่ เผยน่าจะเป็นการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายผิดมรรยาททนายความด้วย
เป็นกระแสขึ้นมาในแวดวงทนายความ เมื่อทนายคนหนึ่งที่กำลังช่วยดูคดีให้กับกลุ่มเชื่อมจิต ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอเปิดรับบริจาคจากประชาชน เพื่อเป็นการสนับสนุนการทำงาน ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น
สำหรับความคืบหน้า วันที่ 20 พ.ค.67 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง และประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นนี้ว่า การที่ทนายความขอรับบริจาค อ้างว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการทำงานทนาย ขัดต่อความสมเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนหรือไม่
จากการที่ทนายความท่านหนึ่ง ขอรับบริจาค โดยบอกเลขบัญชีธนาคาร… ไว้ด้วย และจากการให้สัมภาษณ์ทราบว่า ไม่มีการเรียกค่าทนายความจากเจ้าลัทธิเชื่อมจิต แต่กลับมาขอรับบริจาคอ้างว่าเพื่อสนับสนุนการทำงานของทนาย
“ผมเห็นว่า น่าจะเป็นการค้าความ (มีรายได้เพื่อนำมาฟ้องร้องดำเนินคดี หรือสู้คดี อันเป็นการยุยงส่งเสริมให้เป็นความกัน) อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
นอกจากนี้เพจ มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ยังโพสต์ถึงการขอรับบริจาคผิดกฎหมายหรือไม่ ด้วยว่า มีทนายความท่านหนึ่ง โพสต์ข้อความลงในสื่อสังคมออนไลน์ความว่า “ร่วมสนับสนุนการทำงานของทนาย…. พร้อมระบุบัญชีออมทรัพย์เลขที่… “ (น่าจะสนับสนุนการทำหน้าที่ทนายความของลัทธิเชื่อมจิต) การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ มีหลักกฎหมายให้พิจารณาอยู่หลายเรื่องดังนี้
1.พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตรา 5 และ มาตรา 8 ,
2.พรบ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 มาตรา 13 ,
3.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือมาตรา 343 แล้วแต่กรณี,
4.พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1)
พรบ.#ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487
“การเรี่ยไร” หมายความรวมตลอดถึงการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ชดใช้ หรือบริการ ซึ่งมีการแสดงโดยตรงหรือโดยปริยาย ว่ามิใช่เป็นการ ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ชดใช้ หรือบริการธรรมดา แต่เพื่อรวบรวมทรัพย์สิน ที่ได้มาทั้งหมดหรือบางส่วนไปใช้ในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นด้วย
มาตรา 5 ห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไร หรือทําการเรี่ยไร ดังต่อไปนี้
(1) การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้หรือชดใช้แก่จําเลยเพื่อใช้เป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่าง วงศ์ญาติของจําเลย
(2) การเรี่ยไรโดยกําหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นอัตราโดยคํานวณตามเกณฑ์ปริมาณสินค้า ผลประโยชน์หรือวัตถุอย่างอื่น
(3) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา 8 การเรี่ยไรในถนนหลวงหรือในที่สาธารณะ การเรี่ยไร โดยโฆษณาด้วยสิ่งพิมพ์ ด้วยวิทยุกระจายเสียงหรือด้วยเครื่องเปล่งเสียงจะจัดให้มีหรือทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ข้อความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับแก่
(1) การเรี่ยไรซึ่งได้รับอนุญาตหรือได้รับยกเว้นตามมาตรา 6
(2) การเรี่ยไรเพื่อกุศลสงเคราะห์ใน โอกาสที่บุคคลชุมนุมกันประกอบศาสนกิจ
(3) การเรี่ยไร โดยขายสิ่งของในงานออกร้าน หรือในที่นัดประชุมเฉพาะแห่งอันได้จัดให้ขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 17 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 5 มาตรา 6 วรรคแรกมาตรา 8 วรรคแรก มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
พรบ. #ควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559
มาตรา 13 ห้ามบุคคลใดทำการขอทานการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขอทาน
(1) การขอเงินหรือทรัพย์สินจากผู้อื่นเพื่อเลี้ยงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการขอด้วยวาจาหรือการแสดงกิริยาอาการใด
(2) การกระทำด้วยวิธีการใดให้ผู้อื่นเกิดความสงสารและส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินให้
มาตรา 19 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 13 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
#ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 343 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พรบ.#ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
จากบทกฎหมายดังกล่าว ผมความเห็นว่า การโพสต์ข้อความลงในสื่อสังคมออนไลน์(เพจเฟซบุ๊ก)ที่เปิดเป็นสาธารณะนั้น มีเจตนาที่จะให้ประชาชนทั่วไปที่อาจเข้าถึงได้ให้ร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการทำงานของทนาย น่าจะเป็นการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตรา 5(2),(3) มาตรา 8 ,มาตรา 17 มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
และอาจจะมีความผิดตาม พรบ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 มาตรา 13 (1),(2) เนื่องจากเป็นการขอรับบริจาคเงินมาเลี้ยงชีพ(ทนายความลัทธิเชื่อมจิต) ตามมาตรา 19 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ การขอรับการสนับสนุนเงินบริจาคนั้น หากมีการหลอกลวงหรือมีเจตนาในการฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน ก็จะมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือมาตรา 343 แล้วแต่กรณี รวมไปถึงมีความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท สุดท้าย ก็อาจจะถูกตรวจสอบทรัพย์สิน เนื่องจากความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนนั้น #เป็นความผิดมูลฐาน ตาม พรบ. #ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกด้วย
นอกจากนี้ การกระทำของทนายความคนดังกล่าวยังอาจเข้าข่าย #ผิดมรรยาททนายความตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ข้อ 18 กล่าวคือ “ #ประพฤติตนเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”
และหากมีรายได้จากการบริจาค #ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องการเรียนท่านอธิบดีกรมสรรพากรให้ช่วยตรวจสอบหน่อยครับ
ผิดหรือไม่อยู่ที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี และศาลท่านจะเป็นผู้พิจารณาพิพากษา, ส่วน ปปง., กรมสรรพากร และคณะกรรมการมรรยาททนายความ ต้องเตรียมตัวแล้วละครับ