‘ประทีป’ โต้เป็น “เทวดา สคบ.” เจอบอสพอล 2 ครั้ง หน้าเปลี่ยนจำไม่ได้ ยันไม่เคยเดินตามต๊อกแต๊กๆ ลั่นจะดำเนินคดีตามกฎหมายเด็ดขาด พูดให้เสียหาย

วันที่ 15 ต.ค. 2567 ที่มาลีนนท์ทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภค (สคบ.) ได้ให้สัมภาษณ์ปมถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ดิไอคอน กรุ๊ป ว่าเป็น “เทวดา สคบ.” หลังมีการเปิดคลิปเสียงบทสนทนากับ “บอสพอล” จำนวน 3 คลิป ในรายการโหนกระแส

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า ในส่วนของคลิปแรกที่มีการพูดถึงเทวดาอารักษ์ ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นเทวดา ไม่มีความเกี่ยวข้องที่จะเป็นเทวดาได้ เพราะตนออกมาจากบทบาทการเป็น สคบ. ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2562 ซึ่งตนเป็นคนแรกที่เสนอดำเนินการตรวจสอบธุรกิจ ดิไอคอน โดยยื่นหนังสือส่งไปให้ 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2561

พ.ต.อ.ประทีบ กล่าวอีกว่า ในส่วนของคลิปที่มีการอ้างชื่อ ในการแต่งตั้งตำแหน่งรองเลขา สคบ. คาดว่าเป็นการตีกินธรรมดา ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่จะสามารถแต่งตั้งได้ นอกจากคณะกรรมการที่จะมาคัดเลือก ซึ่งมีกันหลายท่าน ตนเติบโตด้วยความรู้ความสามารถและหน้าที่การงาน ไม่เคยไปเดินตามใครต๊อกแต๊กๆ มันเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของข้าราชการไทย การมากล่าวพูดอย่างนี้ทำให้ตนเสียหาย จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

พ.ต.อ.ประทีป โต้เป็น เทวดา สคบ.

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวต่อว่า ส่วนเสียงของคนในคลิปอันที่ 2-3 ตนรู้สึกว่าเสียงคุ้น และเชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ตนไม่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจแบบนี้ก็มีในสังคมราชการบ้างที่มีการตบทรัพย์ เรียกรับผลประโยชน์

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวอีกว่า ตอนที่ตนยังอยู่ สคบ. เคยสั่งให้ลูกน้องเปิดเว็บไซต์ของเขา เพื่อดูระบบธุรกิจ เห็นพฤติกรรมของบริษัทไม่เข้าข่ายขายตรง เรารับจดไม่ได้ มันล่อแหลมที่จะผิดกฎหมาย อย. และพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หลังจากตนยื่นเรื่องไปเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2561 แต่สุดท้ายทราบว่า อย. ตอบกลับมา มี.ค. 2562 ว่า ดิไอคอน ทำผิดเรื่องการโฆษณาสินค้าเกินจริง และดำเนินคดีกับดิไอคอน

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวต่อว่า ถ้าดูข้อกฎหมาย บริษัทนี้ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่หากไปดูกฎหมายการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน แค่ขายสินค้า ชักชวนคน มีการจ่ายและให้ผลตอบแทน เงินที่โอเวอร์เกินไป ก็ผิดกฎหมายแล้ว ในขณะเดียวกันกฎหมายฉ้อโกงก็ต้องดูว่า มูลเหตุของการทำธุรกิจมีการจูงใจที่เป็นการล่อลวงหรือไม่

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวอีกว่า การที่เขาบอกว่าสินค้าดี ส่วนตัวเห็นว่าถ้าสินค้าดีก็ต้องถูกต้องตามกฎหมาย แต่ อย.บอกว่า สินค้าของเขามีการโฆษณาไม่ถูกต้อง ตรงนี้หลอกลวงหรือไม่

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2561 เขามายื่นหนังสือหารือกับตน แต่วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เขาไปลงหน้าเพจว่า มา สคบ. แล้วติดแฮชแท็กว่า ระบบมีคุณธรรมจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ ตนไม่ทราบว่าต้องการสื่ออะไร แค่มายื่นหนังสือไม่ควรไปติดแฮชแท็กแบบนั้น เหมือนทำให้ประชาชนหรือสังคมไขว้เขวหรือไม่ว่าธุรกิจของเขาถูกต้อง

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวอีกว่า วันนี้ที่ไปออกรายการ มีผู้เสียหายบอกว่า มีรูปแบบการทำเป็นแม่ทีม เครือข่าย ซึ่งคุณพอลเคยมีเจตนาจะจดทะเบียนขายตรง แต่ตนบอกไปว่าจดไม่ได้ ประมาณปี 2563 เขามายื่นจดทะเบียนขายตรงอีกครั้ง จากนั้นปี 2565 สคบ.ก็ตอบว่าจดไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ทำขายตรง

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวต่อว่า นักกฎหมายต้องไปดูว่าเจตนาเขาพยายามจะทำขายตรง แต่ทุกวันนี้เขาต่อสู้ว่าเขาไม่ใช่ขายตรง แล้วรูปแบบการนำเสนอของผู้เสียหาย บอกว่าเขามีแม่ทีม มีเครือข่าย และขายแพ็กเกจ ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค คุณบังคับซื้อ บังคับขายไม่ได้ ถ้ามีการบังคับจะผิดกฎหมาย

“การนำดารา นำรถหรูมา เป็นสิ่งที่ประชาชนหรือคนทั่วไปเชื่อมั่นว่าเป็นบุคคลสาธารณะ น่าเชื่อถือ ดังนั้นดาราโปรโมตสินค้าตัวใดตัวหนึ่ง ก็ทำให้สินค้าขายดี ไม่ทราบว่าเจตนาของเขาคืออะไร ทั้งที่สินค้าหลายตัวของเขาขายไม่ออก”

“กรณีของคุณหมอท่านหนึ่งที่เป็นข่าวก็ไม่ใช่หมอจริง แบบนี้หลอกลวงหรือไม่ เมื่อดูเจตนาเบื้องต้นว่ามีเหตุจูงใจหลอกลวงหรือไม่ ต้องพิจารณาต่อว่าการหลอกลวงนี้เข้าองค์ความผิดฉ้อโกงหรือไม่”

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวต่อว่า ส่วนการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เขาบอกว่าคือการขายสินค้า ตามมาตรา 271 การขายของโดยหลอกลวง ถึงแม้มีสินค้าก็ผิดฉ้อโกงได้ เช่น มูลค่าสินค้า 1 หมื่นบาท แต่คุณส่งมอบสินค้ามูลค่า 200-300 บาท แสดงว่าคุณไม่ได้เจตนาส่งสินค้าเท่ากับมูลค่า 1 หมื่นบาท นี่เป็นการขายของหลอกลวง

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ตนถ่ายภาพร่วมกับบอสพอล ในสมัยที่ตนยังเป็นผู้อำนวยการกองขายตรงที่ สคบ. ตนก็ชี้แจงว่าเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปร่วมกันปกติ ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เคยเจอบอสพอลแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรก 13 มิ.ย. 2561 ที่มายื่นขอหารือ หนังสือฉบับนั้นเป็นหนังสือขอหารือ ไม่ใช่หนังสือขออนุญาตหรือรับรองคุณธรรมจริยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวต่อว่า ส่วนครั้งที่ 2 เขามาในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ถือถุงขนมใบเล็กจากโรงแรมมาให้ เขาไม่ได้มอบให้ตนคนเดียว แต่ให้ผู้บริหารคนอื่นด้วย ซึ่งทราบว่าเขามาที่ สคบ.หลายครั้ง ในครั้งที่ 2 ที่มีภาพออกมา วันนั้นตนอยู่ที่ทำงาน แล้วมีลูกน้องคนหนึ่งที่รับผิดชอบเรื่องการจดทะเบียนขายตรง เขาพาคุณพอลมาหาตน แล้วลูกน้องคนนี้ก็เป็นคนถ่ายรูปตนกับคุณพอล

“ตอนมาครั้งที่ 2 ผมยังจำหน้าคุณพอลไม่ได้เลย เพราะคุณพอลหน้าเปลี่ยนไป หน้าเขาวีเชพมากขึ้น ลองเทียบดูที่ถ่ายรูปร่วมกันทั้ง 2 ครั้งได้ หน้าเปลี่ยนไป แต่ลูกน้องในอดีตของตนก็พามาถ่ายรูปแล้วบอกว่าเป็นคุณพอล หลังจากนั้นก็ไม่เคยถ่ายรูปด้วยกันอีกเลย ไม่เคยไปไหนด้วยกัน และไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว คนที่ถ่ายภาพก็มีแค่ลูกน้องคนนี้ ไม่รู้ใครเอาออกมา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการจดทะเบียนสินค้า พ.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า ถ้าจดทะเบียนแล้ว หากมีการเพิ่มเติมสินค้า ต้องมายื่นจดทะเบียนเพิ่มเติมทุกครั้ง ต้องดูว่าเขาจดทะเบียนกับ สคบ. กี่ชนิด แล้วที่เขาขายในหน้าเว็บไซต์มีกี่ชนิด มันตรงกันหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน