ดับ 13 ราย พิษน้ำท่วม เผย 15 จังหวัดยังท่วมขัง กระทบกว่า 1.2 แสนครัวเรือน ปภ.สั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ภาคใต้ เฝ้าระวัง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า จากการติดตามสภาวะอากาศ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงการเกิดสาธารณภัย พร้อมระบุพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและตรงจุด
จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา วันที่ 22 ต.ค.เวลา 05.00 น. พบว่าแม้พายุ “เฟิงเฉิน” จะไม่เคลื่อนตัวผ่านประเทศไทย แต่ส่งอิทธิพลทำให้ในช่วงวันที่ 22-23 ต.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองในบางแห่ง และภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก เนื่องจากมีร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงคลื่นลมแรง
ปภ. จึงประสานกับจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยได้กำชับให้จังหวัดติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าผ่านทุกช่องทางการสื่อสารของจังหวัด จัดสรรทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัยไปประจำยังพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ชุมชน ล่วงหน้า
เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงที รวมถึงสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยทหาร หน่วยพลเรือน มูลนิธิ อาสาสมัคร และภาคประชาชน ให้พร้อมสำหรับการเผชิญเหตุให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
โดยปภ.ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เตรียมพร้อมสนับสนุนจังหวัด ให้ความช่วยเหลือประชาชนผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยไปปฏิบัติการในพื้นที่
ทั้งนี้ สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามการรายงานสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์มีความรุนแรงและมีคำสั่งให้อพยพ ขอให้ประชาชนอพยพออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที
หากประชาชนพบเห็นหรือได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทาง “ไลน์ ปภ. รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อนผ่าน LINE ID @1784DDPM หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งเกิดจากการระบายน้ำของเขื่อนและน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม อุบลราชธานี และอุดรธานี
มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 63 อำเภอ 477 ตำบล 2,902 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 127,918 ครัวเรือน 435,756 คน และมีผู้เสียชีวิต 13 ราย (พิษณุโลก 1 ราย พิจิตร 1 ราย พระนครศรีอยุธยา 11 ราย)