นพ.เมธัส เกตุวงศ์ ศัลยศาสตร์โรคหัวใจและทรวงอก เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ไขมันร้ายกับนายแพทย์เม” เผยแพร่บทความแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของ เฆซุส เด มิเกล ดาวเตะ เตเนริเฟ หลังปะทะอย่างรุนแรงกับ เฆซุส โอโวโน ผู้รักษาประตู อันดอร์รา การแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 ของสเปน
เฆซุส เด มิเกล ดาวเตะ เตเนริเฟ ปะทะหนักกับ เฆซุส โอโวโน ผู้รักษาประตู อันดอร์รา ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 ของสเปนเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ซึ่ง เตเนริเฟ พบกับ อันดอร์รา จนเจ้าตัวหมดสติในสนามเนื่องจากโดนเข่ากระแทกศีรษะ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีก่อนที่แมตช์จะยุติลงขณะที่ทั้ง 2 ทีมเสมอกัน 2-2
โดยในภายหลัง เตเนริเฟ ได้ออกแถลงยืนยันว่าแข้งวัย 30 ปี มีอาการหนักถึงขั้นหัวใจหยุดเต้น การทำงานของระบบประสาทล้มเหลว หลังจากผ่านไปแม้แพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นได้
ด้าน นพ.เมธัส เกตุวงศ์ ศัลยศาสตร์โรคหัวใจและทรวงอก เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ไขมันร้ายกับนายแพทย์เม” ได้เผยบทความวิเคราะห์การเสียชีวิตของ เฆซุส เด มิเกล โดยระบุว่า
“เย็นวันนี้ในไลน์กลุ่มของผมซึ่งเป็นกลุ่มของหมอแฟนบอลอาร์เซน่อล มีน้องหมอคนหนึ่งส่งข่าวการเสียชีวิตของนักฟุตบอลคนหนึ่ง เขาคือ เฆซุส เด มิเกล (Jesús de Miguel) กองหน้าวัย 30 ปีของสโมสรเตเนริเฟ่ ทีมในลีกาสองของสเปน ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในสนาม ผมอ่านแล้วรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ต่อภรรยาของเขา มาเรีย และลูกสาววัย 16 เดือน การ์ลา รวมถึงเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลทุกคน
ตามรายงานของสื่อสเปนและสื่อต่างประเทศ ในเกมที่เตเนริเฟ่พบกับอันดอร์รา เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2026 ที่สนามเอลิโอโดโร โรดริเกซ โลเปซ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 7 ผู้รักษาประตูของอันดอร์ราวิ่งออกมาสกัดบอลยาว และหัวเข่ากระแทกเข้าที่หน้าอกของเด มิเกลอย่างแรง เขาล้มลงหมดสติ หัวใจหยุดเต้น ได้รับการกู้ชีพในสนามก่อนนำส่งโรงพยาบาลและเข้ารักษาตัวในไอซียู แต่อาการทรุดลงในเช้าวันรุ่งขึ้น และเสียชีวิตเวลา 8 โมงเช้าของวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน
ในฐานะคนที่ดูฟุตบอลมาทั้งชีวิต ภาพนักเตะล้มลงกลางสนามแล้วไม่ลุกขึ้นมาอีก เป็นภาพที่ไม่มีใครอยากเห็น และในฐานะหมอหัวใจ ผมรู้ดีว่าทุกนาทีหลังจากนั้นมีความหมายแค่ไหน
ขณะที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีการแถลงผลการชันสูตรหรือสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ผมจึงไม่ขอสรุปว่าเขาเสียชีวิตจากสาเหตุใด
แต่ลักษณะของเหตุการณ์ คือแรงกระแทกที่หน้าอกแล้วหัวใจหยุดเต้นทันที ทำให้แพทย์หลายคนนึกถึงภาวะหนึ่งที่พบไม่บ่อย แต่เกิดขึ้นได้จริงในสนามกีฬา ชื่อว่า “Commotio Cordis” นี่คือ “หนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้” ไม่ใช่ข้อสรุป ซึ่งต้องรอผลชันสูตรเท่านั้น
ผมอยากใช้พื้นที่นี้อธิบายภาวะนี้ เพราะเป็นความรู้ที่อาจช่วยชีวิตคนได้จริง ไม่ว่าจะในสนามฟุตบอลหรือในชีวิตประจำวันครับ และต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมอยากอธิบาย
Commotio Cordis คืออะไร
Commotio Cordis เป็นภาษาละติน แปลตรงตัวว่า “หัวใจถูกเขย่า” คือภาวะที่มีแรงกระแทกบริเวณหน้าอก ตรงตำแหน่งหัวใจ แล้วทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงที่สุด หรือหัวใจเต้นสั่นพลิ้ว เรียกว่า ventricular fibrillation (VF) ทันที
ตอน VF หัวใจไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กล้ามเนื้อหัวใจสั่นพลิ้วไปมาอย่างไร้ทิศทาง สูบฉีดเลือดไม่ได้เลย คนไข้จะหมดสติภายในไม่กี่วินาที
สิ่งที่ทำให้ภาวะนี้แปลกและน่ากลัว คือหัวใจของคนไข้ “ปกติดีทุกอย่าง” โครงสร้างไม่มีความผิดปกติ ไม่มีโรคหัวใจซ่อนอยู่ และแรงกระแทกก็มักไม่แรงพอที่จะทำให้กระดูกซี่โครงหักหรือกล้ามเนื้อหัวใจช้ำเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งต่างจากภาวะหัวใจช้ำจากแรงกระแทก (cardiac contusion) ที่กล้ามเนื้อหัวใจบาดเจ็บจริง มักเกิดจากแรงที่มากกว่ามาก เช่น อุบัติเหตุรถยนต์
ทำไมแรงกระแทกไม่มาก ถึงทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
คำตอบคือ “จังหวะเวลา” ครับ
หัวใจเต้นด้วยไฟฟ้า ในแต่ละรอบของการเต้น จะมีช่วงเวลาสั้นมากๆ ช่วงหนึ่งที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจกำลังรีเซ็ตกระแสไฟฟ้า และไวต่อการถูกกระตุ้นเป็นพิเศษ
งานวิจัยสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ปี 1998 ทดลองในหมู โดยใช้วัตถุขนาดและน้ำหนักเท่าลูกเบสบอล กระแทกหน้าอกด้วยความเร็วประมาณ 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่าการกระแทกในช่วงเวลา 15-30 มิลลิวินาทีก่อนจุดสูงสุดของคลื่น T ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (เสี้ยววินาทีหนึ่งในการเต้นของหัวใจแต่ละครั้ง) ทำให้เกิดหัวใจเต้นสั่นพลิ้ว VF ถึง 9 ใน 10 ครั้ง
แต่ถ้ากระแทกที่จังหวะอื่นของการเต้นหัวใจ ด้วยแรงเท่ากันทุกอย่าง ไม่เกิดหัวใจเต้นสั่นพลิ้ว VF เลยแม้แต่ครั้งเดียว
แปลว่าแรงกระแทกต้องเกิด “ตรงตำแหน่งหัวใจ” และ “ตรงเสี้ยววินาทีนั้นพอดี” เงื่อนไขหลายอย่างต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ภาวะนี้จึงพบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอันตรายถึงชีวิต
ใครเสี่ยง
ข้อมูลจากทะเบียนผู้ป่วย Commotio Cordis ของสหรัฐอเมริกา ที่รวบรวมผู้ป่วย 216 รายตลอดกว่า 40 ปี พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอยู่ที่ประมาณ 15 ปี และ 95% เป็นเพศชาย
เด็กและวัยรุ่นเสี่ยงกว่า เพราะผนังหน้าอกยังบางและยืดหยุ่น แรงกระแทกจึงส่งผ่านไปถึงหัวใจได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
กีฬาที่พบบ่อยคือกีฬาที่มีลูกบอลแข็งหรือไม้ เช่น เบสบอล ซอฟต์บอล ฮอกกี้ ลาครอส แต่ก็เกิดได้จากการปะทะร่างกาย เช่น หัวเข่า ศอก ไหล่ ในกีฬาอย่างฟุตบอลและศิลปะการต่อสู้ หรือแม้แต่นอกสนามกีฬา
รายงานเดียวกันมีผู้ป่วยที่อายุมากที่สุดถึง 51 ปี ผู้ใหญ่จึงเกิดภาวะนี้ได้เหมือนกัน แม้จะพบน้อยกว่า
รอดได้ ถ้ากู้ชีพเร็วพอ
ในอดีต Commotio Cordis ถูกมองว่าแทบไม่มีใครรอด ช่วงปี 1970-1993 อัตรารอดชีวิตอยู่ที่เพียงประมาณ 10% เท่านั้น
แต่ในช่วงปี 2007-2012 อัตรารอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 58% เพราะคนทั่วไปรู้จักภาวะนี้มากขึ้น ช่วยกันกู้ชีพได้เร็วขึ้น และมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ตามสนามกีฬามากขึ้น
ตัวเลขที่ผมอยากให้ทุกคนจำไว้คือ คนที่ได้รับการกู้ชีพภายใน 3 นาที รอดชีวิตประมาณ 40% แต่ถ้าช้ากว่า 3 นาที อัตรารอดเหลือเพียงประมาณ 5% และการมี AED อยู่ในที่เกิดเหตุ ช่วยลดการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างนักกีฬาอีกคน คือดามาร์ แฮมลิน (Damar Hamlin) นักอเมริกันฟุตบอล NFL ที่ล้มหมดสติกลางสนามหลังถูกกระแทกที่หน้าอกเมื่อต้นปี 2023 เขาได้รับการปั๊มหัวใจและช็อกไฟฟ้าด้วย AED ในสนามทันที รอดชีวิต และภายหลังได้กลับมาลงเล่นอีกครั้ง
เพราะ VF แก้ได้ด้วยการช็อกไฟฟ้าเท่านั้น และทุกนาทีที่ผ่านไปโดยไม่มีเลือดไปเลี้ยง สมองจะเสียหายจากการขาดออกซิเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะกู้ให้หัวใจกลับมาเต้นได้ในภายหลัง สมองก็อาจไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม
ทำไมยังสรุปไม่ได้ว่าเป็น Commotio Cordis
แม้เหตุการณ์จะเข้ากับลักษณะของ Commotio Cordis แต่ในทางการแพทย์ การที่หัวใจหยุดเต้นหลังถูกกระแทกยังมีสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้อีก เช่น
– การบาดเจ็บของหัวใจหรือหลอดเลือดใหญ่โดยตรงจากแรงกระแทก
– โรคหัวใจที่ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ความผิดปกติทางพันธุกรรมของกล้ามเนื้อหรือระบบไฟฟ้าหัวใจ หลอดเลือดหัวใจผิดตำแหน่งแต่กำเนิด หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้ของการเสียชีวิตกะทันหันในนักกีฬาอายุน้อย
ภาวะเหล่านี้แยกกันได้ด้วยการชันสูตรอย่างละเอียดเท่านั้น โดยเฉพาะการตรวจหัวใจทางพยาธิวิทยา ผลชันสูตรยังสำคัญต่อครอบครัวด้วย เพราะถ้าพบโรคหัวใจทางพันธุกรรม สมาชิกคนอื่นในครอบครัวควรได้รับการตรวจคัดกรองต่อ
ถ้าเห็นคนล้มหมดสติหลังถูกกระแทกที่หน้าอก ต้องทำอะไร
สิ่งที่ผมกังวลที่สุด คือคนทั่วไปมักคิดว่าแค่ “จุก” เดี๋ยวก็ลุก แล้วยืนรอดูอาการ ซึ่งอาจเสียเวลาสำคัญไปหลายนาที
ถ้าคนที่ถูกกระแทกหน้าอกล้มลง ไม่ตอบสนอง ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือกๆ ผิดปกติ ให้ถือว่าหัวใจหยุดเต้นไว้ก่อน และทำทันที
– โทร 1669 เรียกรถพยาบาล
– เริ่มกดหน้าอกทันที กดแรงและเร็ว ประมาณ 100-120 ครั้งต่อนาที ไม่ต้องรอใคร
– ให้คนอื่นวิ่งไปหยิบ AED ที่ใกล้ที่สุด เปิดเครื่องแล้วทำตามที่เครื่องบอก เครื่องจะวิเคราะห์เองว่าต้องช็อกหรือไม่
สำหรับการป้องกัน ปัจจุบันมีมาตรฐานเกราะป้องกันหน้าอกสำหรับนักกีฬาที่ออกแบบมาลดความเสี่ยง Commotio Cordis โดยเฉพาะในกีฬาอย่างเบสบอลและลาครอส แต่ยังไม่มีอุปกรณ์ไหนป้องกันได้ 100% สิ่งที่ช่วยชีวิตได้จริงที่สุดยังคือ AED ที่เข้าถึงได้เร็ว และคนรอบข้างที่กล้าลงมือกู้ชีพครับ
ท้ายที่สุดนี้ ขอให้เฆซุส เด มิเกล ไปสู่สุคติครับ และขอส่งกำลังใจให้ภรรยา ลูกสาว ครอบครัว เพื่อนร่วมทีมเตเนริเฟ่ และผู้รักษาประตูของอันดอร์รา ที่ต้องแบกรับเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นกัน
ฟุตบอลเป็นเกมที่เราเล่นด้วยหัวใจ ขอให้ทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นลีกอาชีพหรือสนามฟุตบอลในหมู่บ้าน มี AED และมีคนที่พร้อมใช้มันครับ
หมายเหตุ: ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีการแถลงผลการชันสูตรหรือสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ Commotio Cordis เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้ เนื้อหาความรู้ทางการแพทย์ข้างต้นเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของเฆซุส เด มิเกล แต่อย่างใด”