อัยการต่างประเทศ ยื่นคำร้องขอศาลอาญาส่ง “ฮาคิม” นักฟุตบอลลี้ภัย กลับบาห์เรน
เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายฮาคิม อัล อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน ที่ได้สถานะลี้ภัยจากประเทศออสเตรเลีย กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ตามคำขอของทางการบาห์เรนที่ส่งมาให้ทางการไทย
โดยก่อนหน้านี้ “นายฮาคิม” ถูก ตม.จับกุมตัวขณะเดินทางจากประเทศออสเตรเลีย เข้ามายังประเทศไทยที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.61 ซึ่ง “นายฮาคิม” ถูกกล่าวหาดำเนินคดีในประเทศบาห์เรนฐานทำลายทรัพย์สิน จากการสร้างความเสียหายต่อสถานีตำรวจในบาห์เรน
โดยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.61 อัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอขังตัว “นายฮาคิม” ไว้ชั่วคราวด้วยเป็นเวลา 60 วัน ระหว่างรอคำร้องขอจากบาห์เรน ที่ขอให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าวว
- อ่าน อธิบดีอัยการต่างประเทศ เผยสิทธิขาดส่ง ฮาคิม นักฟุตบอลลี้ภัย กลับบาห์เรน อยู่ที่”บิ๊กตู่”ตัดสินใจ
- อ่าน ฟีฟ่า จี้ไทยปล่อยตัว ฮาคิม อัล อาไรบี นักเตะลี้ภัยบาห์เรน ถูกกักตัวหลังมาเที่ยวกรุงเทพ
- อ่าน ขู่ไทยไม่ปล่อยฮาคีม เสี่ยงเจอมาตรการฟีฟ่าคว่ำบาตร-ตัดสิทธิ์บอลโลก 2022
- อ่าน นายกฯ ออสซี่ จี้ปล่อยตัว ‘ฮาคีม’ ย้ำได้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว บิ๊กตู่ลั่นไปแทรกแซงศาลไม่ได้
ขณะคำร้อง “อัยการ” ที่ยื่นวันนี้ ขอให้ศาลวินิจฉัยการส่งตัวเป็นผู้ร้าย ระบุว่า ประเทศบาห์เรนและประเทศไทย ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน โดยพ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนพ.ศ.2551 กำหนดให้รัฐบาลต่างประเทศสามารถร้องขอ ต่อรัฐบาลไทย ให้ส่งตัวบุคคลที่กระทำผิดตามกฎหมายของประเทศที่ร้องขอ
แม้ว่าประเทศนั้นไม่ได้มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย โดยให้รัฐบาลประเทศผู้ร้องขอนั้นทำคำรับรอง ที่จะปฏิบัติต่างตอบแทนกับรัฐบาลไทย โดยคดีนี้รัฐบาลบาห์เรนได้ให้คำรับรองดังกล่าวแล้ว
ขณะที่การกระทำความผิดซึ่งมีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะต้องเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายไทย และความผิดดังกล่าวจะต้องเป็นความผิดกำหนดโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปีและไม่เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง หรือเป็นความผิดทางทหาร
โดยคดีนี้รัฐบาลบาห์เรน มีหนังสือลงวันที่ 3 ธ.ค.61 และเอกสารและเอกสารประกอบคำร้องขอ พร้อมคำแปลภาษาไทยส่งผ่านวิถีทางการทูต ขอให้รัฐบาลไทยจับกุมและคุ้มขังชั่วคราว “นายฮาคิม” สัญชาติบาห์เรนซึ่งถือหนังสือเดินทางบาห์เรน เพื่อดำเนินการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปรับโทษตามคำพิพากษาที่ประเทศบาห์เรน
ในความผิดฐาน 1.ลอบวางเพลิง สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน 2. ชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมายมากกว่า 5 คนในที่สาธารณะ และใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อวัตถุประสงค์ในการก่ออาชญากรรมและก่อกวนความสงบเรียบร้อยของประชาชน
3.ครอบครองวัตถุไวไฟ ซึ่งเป็นระเบิดขวด เพื่อวัตถุประสงค์ในการก่ออันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 4.ทำให้รถยนต์ส่วนบุคคลของผู้อื่นเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญาบาห์เรน มาตรา 178 ,179 ,277/1 ,277/2 ,277 ทวิ ,409/1 ,414/1 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกเกิน 1 ปีขึ้นไป และคดียังไม่ขาดอายุความ
โดย “นายฮาคิม” นั้นเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลได้พิจารณาลับหลังและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี แต่ “นายฮาคิม” หลบหนี สำนักงานอัยการบาห์เรน จึงออกหมายจับเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.54
คดีนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจฝ่ายบริหารได้พิจารณาคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ของทางการบาห์เรนแล้วเห็นว่า แม้ประเทศไทยกับประเทศบาห์เรนจะไม่มีสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่รัฐบาลไทยก็สามารถให้ความร่วมมือกับรัฐบาลบาห์เรนได้บนพื้นฐานหลักปฏิบัติต่างตอบแทน และคำร้องขอของ
ทางการบาห์เรนก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามพ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 โดยเป็นความผิดอาญาที่สามารถลงโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป และไม่เป็นความผิดที่มีลักษณะในทางการเมืองหรือทางการอาหาร
ซึ่งทางการบาห์เรนก็ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามตอบแทนหากรัฐบาลไทย ร้องขอลักษณะที่คล้ายคลึงกันในอนาคต โดยคำรับรองของทางการบาห์เรนดังกล่าวลงไว้เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.61 ทั้งนี้อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลาง ก็ได้พิจารณาพยานหลักฐาน ที่ปรากฏแล้วเห็นว่า
การกระทำของ “นายฮาคิม” จำเลยตามคำร้องขอที่เป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศบาห์เรนนั้น เทียบได้เป็นความผิดอาญาซึ่งกฎหมายไทย กำหนดให้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 , 358 , พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 16 , 31 , พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4 ,38
ซึ่งกฎหมายไทยและกฎหมายบาห์เรนดังกล่าวกำหนดโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป และคดียังไม่ขาดอายุความ อันเป็นความผิดที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่กันได้ และจำเลยก็ยังไม่เคยได้รับการพิจารณาหรือปล่อยตัวสำหรับความผิดดังกล่าวในประเทศไทยหรือประเทศบาห์เรนมาก่อน อีกทั้งได้มีการออกหมายจับจำเลยไว้แล้ว
ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจของไทย จับกุม “นายฮาคิม” ได้ตามหมายจับ และเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.61 อัยการก็ได้นำตัว “นายฮาคิม” มาขอให้ศาลมีคำสั่งขังไว้ก่อน ซึ่งศาลอาญาได้มีคำสั่งในวันที่ 11 ธ.ค.61 นั้นให้ขัง “นายฮาคิม” ไว้ก่อนมีกำหนด 60 วันเพื่อรอหนังสือคำร้องขอให้ส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
กระทั่งวันที่ 18 ม.ค.62 รัฐบาลบาห์เรน มีหนังสือพร้อมเอกสารหลักฐาน ส่งถึงอัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลาง ผ่านทางวิถีทางการทูต ให้ส่งตัว “นายฮาคิม” ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติบาห์เรนเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปรับโทษตามคำพิพากษาที่ประเทศบาห์เรน
ดังนั้น “โจทก์” จึงขอให้ศาลเบิกตัว “นายฮาคิม” ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ มาพิจารณาการร้องขอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป ซึ่งหากจำเลยจะยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นนี้ ก็ขอให้ศาลพิจารณาไม่อนุญาตการประกันตัวดังกล่าวด้วย เพราะหากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะหลบหนี และจะไม่ได้ตัวมาดำเนินการที่จะพิจารณาเพื่อส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดยศาลอาญา ได้ประทับรับคำฟ้องการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าว ไว้เป็น คดีดำหมายเลข ผด.6/2562
ภายหลัง “นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน” นักกฎหมายจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนายฮาคิม ให้เป็นทนายความนั้น ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระบุว่า เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งขอให้ศาลขังนายฮาคิมเพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้กับทางการบาห์เรน ซึ่งเรื่องนี้ตามกระบวนการแล้วจะต้องส่งคำร้องดังกล่าวให้นายฮาคิมรับทราบด้วย
โดยตนจะขอพิจารณาคำร้องและยื่นคำคัดค้านพร้อมชี้เหตุผลให้กับศาลพิจารณาว่า ไม่ควรส่งนายฮาคิม ให้ทางการบาห์เรนด้วยเหตุผลอย่างไรบ้าง จากนั้นศาลจะนัดทำการไต่สวน ทั้งฝ่ายอัยการผู้ร้องและฝ่ายนายฮาคิมผู้คัดค้าน ซึ่งตนยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะนำใครเข้าไต่สวนบ้าง เพราะต้องรอดูทางอัยการก่อนว่าจะนำใครมาเบิกความ ทั้งนี้จะต้องขอพิจารณาคำร้องจากอัยการอย่างละเอียดอีกครั้ง