โตเกียว 2020 – ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่านักกีฬาทีมชาติไทยที่คว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์โตเกียว 2020 ซึ่งจะได้รับเงินรางวัลตามหลักเกณฑ์กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติโดยตอนนี้เบื้องต้นมี “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจเหรียญทองเทควันโดรุ่น 49 กก.หญิงที่ได้รับเงินรางวัล 12 ล้านบาทตามเงื่อนไขจ่ายเป็นก้อนในอัตราร้อยละ 50 และที่เหลืออีกร้อยละ 50 จ่ายเป็นรายเดือนภายในเวลา 4 ปี
บิ๊กก้องกล่าวอีกว่า ขณะที่ “น้องแต้ว” สุดาพร สีสอนดี นักมวยสากลสมัครเล่นหญิง รุ่นไลต์เวท 60 กก. ก็สามารถการันตีคว้าเหรียญทองแดง และมีโอกาสลุ้นเหรียญทอง หรือเหรียญเงินได้ ซึ่งในส่วนของเหรียญทอง จะเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับพาณิภัค เหรียญเงิน 7.2 ล้านบาท และเหรียญทองแดง 4.8 ล้านบาท ซึ่งเงินรางวัลกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่มอบให้กับนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันนั้น ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (มาตรา 42(28) ประมวลรัษฎากร) เนื่องจากเป็นการมอบให้กับผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ โดยเรื่องนี้เป็นมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2559 เห็นชอบให้ยกเว้นกรณีนี้กับนักกีฬาที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินรางวัลจะน้อยกว่า หรือมากกว่า 10 ล้านบาท
ดร.ก้องศักด กล่าวอีกว่า ในส่วนนักกีฬาไทยที่ไม่ได้เหรียญรางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ก็อาจจะมีเงินปลอบใจ ซึ่งตรงนี้ยังไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ แต่ก็อาจจะมอบให้เป็นการตอบแทนความทุ่มเทมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อม และเข้าร่วมการชิงชัย ด้านการจัดพิธีมอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬาไทย ชุดโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 เนื่องสถานการณ์โควิด-19 เราจึงไม่ได้พิธี และอาจจะใช้วิธีการจ่ายเงินผ่านบัญชีแทน
ด้าน ธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้านักกีฬา เปิดเผยว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยแน่นอน นักกีฬาทุ่มเทแรงกาย แรงใจกว่าจะได้เหรียญมาด้วยความยากลำบาก ใช้เวลานานไม่ใช่แค่การแข่งขันโอลิมปิก แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องฝึกซ้อมสละเวลาส่วนตัวมาเป็นเวลาหลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ รัฐบาลไม่ควรเก็บภาษี รวมถึงภาษีจากการอัดฉีดจากภาคเอกชน ควรจะได้รับการยกเว้น