เผยพฤติการณ์แก๊งขโมยรถทั่วจังหวัด ตระเวนหาเป้าหมาย เจอคนเมาขี่จยย.ไม่ไหว อาสาช่วยก่อนฉกรถหลบหนี
จากกรณีชุดสืบสวน สภ.โพธิ์กลาง และชุดสืบสวนจังหวัดนครราชสีมา จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับโจรกรรมขโมยรถจักรยานยนต์ทั่วจังหวัดนครราชสีมา โดยได้ตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ คือ นายนพรัตน์ อายุ 30 ปี และนายวิชิตชัย อายุ 25 ปี
ในคดีข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.วังหมี และ ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบของกลางเป็นรถกระบะที่ใช้ตระเวนก่อเหตุและเครื่องมือในการก่อเหตุ
รวมทั้งซากรถจักรยานยนต์จำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่า ร่วมมือกันเป็นขบวนการ นำรถของผู้เสียหายจำนวนหลายคัน ไปขายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้ขยายผลจับกุมตัวการใหญ่ต่อไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้นำคลิปภาพจากกล้อง CCTV ที่บันทึกภาพพฤติการณ์การก่อเหตุของคนร้ายแก๊งนี้เอาไว้มาให้ชมเพื่อเตือนภัยประชาชน เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 02.25 น.ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ เหตุการณ์ที่แก๊งนี้ได้ก่อเหตุเอาไว้
เมื่อสอบถามไปยัง ร.ต.อ.หญิง อ้อมใจ อินธิแสน รองสารวัตรสืบสวน สภ.โพธิ์กลาง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นครู ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากร้านอาหาร ในลักษณะคล้ายมีอาการมึนเมา และหลังจากถูกขโมยรถไปแล้ว ได้มีการแจ้งความเอาไว้ที่ สภ.โพธิ์กลาง จึงเชิญผู้เสียหายมาให้ปากคำ
แต่ในช่วงแรก ผู้เสียหายไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ได้ เจ้าหน้าที่ฯ จึงไล่ตรวจสอบเส้นทางจากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่ออกจากร้านอาหาร กระทั่งพบว่า ผู้เสียหายขับรถเสียหลักล้ม บริเวณปากซอยมิตรภาพ 13 และหลังเกิดเหตุ มีพลเมืองดีเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าตรวจสอบอาการ เบื้องต้น ผู้เสียหายไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง จึงมีการช่วยยกรถขึ้น และรอให้ญาติมารับหรือเดินทางกลับเอง
ต่อมา มีพลเมืองดีรายหนึ่ง ขับรถกระบะไปส่งผู้เสียหายที่บ้านพักภายในโรงเรียน แต่เมื่อเดินทางไปถึง กลับไม่พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภาพรถกระบะต้องสงสัยที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด
โดยในช่วงแรกสงสัย ว่า อาจเป็นรถของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำรถของผู้เสียหายไปเก็บรักษา แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของรถคันดังกล่าว พบว่า มีลักษณะขับวนในพื้นที่ และมีการถอดแผ่นป้ายทะเบียนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงเชื่อว่าเป็นรถที่ใช้ก่อเหตุลักทรัพย์
ทางเจ้าหน้าที่ฯ จึงคาดว่า คนร้ายทำเป็นขบวนการใหญ่ ซึ่งจะได้เร่งสืบสวนหาตัวการใหญ่ มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป