เช็กสุขภาพ “ไต” จากการปัสสาวะ! แพทย์แนะนำให้สังเกต 4 อาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากพบความผิดปกติ ควรรีบตรวจทันที

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียและรักษาสมดุลของร่างกาย โดยลักษณะของปัสสาวะสามารถสะท้อนการทำงานของไตได้ในระดับหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตการปัสสาวะ โดยเฉพาะปัสสาวะครั้งแรกหลังตื่นนอน เพราะอาจช่วยบ่งชี้ความผิดปกติของไตและระบบทางเดินปัสสาวะได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โดยทั่วไป ไตจะทำหน้าที่กรองเลือด กักเก็บโปรตีนและเม็ดเลือดไว้ในกระแสเลือด พร้อมขับของเสียออกมาในรูปของปัสสาวะ หากการทำงานของไตผิดปกติ ลักษณะของปัสสาวะอาจเปลี่ยนแปลงไป

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากปัสสาวะมีลักษณะ 4 ประการต่อไปนี้ ถือเป็นสัญญาณว่าการทำงานของไตอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากพบความผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

1. ปริมาณปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ปริมาณปัสสาวะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการทำงานของไต แม้แต่ละคนจะมีปริมาณแตกต่างกันตามการดื่มน้ำและสภาพร่างกาย แต่โดยทั่วไป ผู้ใหญ่จะมีปริมาณปัสสาวะประมาณ 1,000-2,000 มิลลิลิตรต่อวัน

หากปัสสาวะมากผิดปกติ อาจสัมพันธ์กับภาวะต่าง ๆ เช่น

  • ไตทำงานผิดปกติ
  • กลุ่มอาการเนโฟรติก (Nephrotic syndrome)
  • โรคของต่อมหมวกไต
  • เบาหวาน
  • นิ่วหรือการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • โรคกระเพาะปัสสาวะ

ในทางกลับกัน หากปัสสาวะน้อยผิดปกติ หรือมีปริมาณต่ำกว่า 500 มิลลิลิตรต่อ 24 ชั่วโมง ในผู้ใหญ่ อาจเป็นสัญญาณของภาวะปัสสาวะน้อย (Oliguria) ซึ่งอาจเกิดจากกรวยไตอักเสบ ไตวาย มะเร็งไต หรือโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

2. ปัสสาวะใส และไม่มีฟองหรือมีเพียงเล็กน้อย

นอกจากสีแล้ว ลักษณะของปัสสาวะก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยปัสสาวะของผู้ที่มีไตแข็งแรงควรมีลักษณะใส ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน เลือด ลิ่มเลือด หรือสิ่งแปลกปลอม

นอกจากนี้ ปัสสาวะปกติอาจมีฟองเล็กน้อยจากแรงกระแทกขณะปัสสาวะ แต่ฟองควรหายไปอย่างรวดเร็ว

หากมีฟองจำนวนมากหรือฟองคงอยู่นาน อาจเป็นสัญญาณว่ามีโปรตีนรั่วออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในโรคไต นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะหลั่งน้ำอสุจิย้อนกลับในผู้ชาย

3. สีของปัสสาวะอยู่ในช่วงปกติ

ปัสสาวะของคนทั่วไปจะมีสีตั้งแต่ เหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน ซึ่งเกิดจากสารสีธรรมชาติที่เรียกว่า ยูโรโครม (Urochrome) ความเข้มหรืออ่อนของสีขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม หากสีของปัสสาวะเปลี่ยนไปอย่างผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคไต เช่น

  • สีขาวขุ่น อาจเกิดจากนิ่วในไตหรือการติดเชื้อรุนแรง
  • ใสเหมือนน้ำเปล่า อาจสัมพันธ์กับโรคเบาจืดหรือความผิดปกติของการทำงานของไต
  • สีเหลืองเข้มหรือสีส้มตลอดทั้งวัน อาจเกิดจากภาวะไตทำงานบกพร่อง หรือร่างกายขาดน้ำ

ที่สำคัญ หากปัสสาวะมี สีแดง สีชมพู สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ โดยเฉพาะเมื่อมีลักษณะคล้ายเลือดปน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคไตรุนแรง เช่น ไตวายเฉียบพลัน หรือมะเร็งไต

อย่างไรก็ตาม สีปัสสาวะผิดปกติอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ต่อมลูกหมากโต ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ดังนั้นจึงควรเข้ารับการตรวจเพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

4. ไม่มีกลิ่นผิดปกติ

ปัสสาวะของผู้ที่มีสุขภาพดีมักมีกลิ่นเฉพาะตัวเพียงเล็กน้อย และอาจเปลี่ยนแปลงได้ชั่วคราวจากอาหารบางชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง หรือเครื่องเทศต่าง ๆ ซึ่งมักกลับมาเป็นปกติภายใน 1-2 วัน

แต่หากปัสสาวะมีกลิ่นผิดปกติอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณของโรค เช่น

  • นิ่วในไต อาจทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนหรือคล้ายสนิมเหล็ก
  • ไตอักเสบหรือไตวาย มักทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นคาว
  • มะเร็งไต อาจทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นรุนแรงผิดปกติ บางรายอาจมีกลิ่นคล้ายไข่เน่า ร่วมกับปัสสาวะปนเลือดหรือมีสีน้ำตาลเข้ม
  • โรคตับ อาจทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นคาวจากความผิดปกติของการเผาผลาญบิลิรูบิน โดยมักมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองร่วมด้วย
  • โรคเบาหวาน อาจทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นหวานผิดปกติ
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ หรือภาวะรูรั่วของกระเพาะปัสสาวะ ก็อาจทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนรุนแรงได้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้การสังเกตปัสสาวะจะช่วยประเมินสุขภาพไตได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากลักษณะของปัสสาวะอาจเปลี่ยนแปลงจากหลายปัจจัย เช่น ปริมาณน้ำที่ดื่ม อาหาร ยาบางชนิด หรือวิตามิน

หากพบความผิดปกติของปริมาณ สี กลิ่น หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดเอว มีไข้ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีเลือดปน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็วที่สุด

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน