ตร.เรียกสอบ พี่สาวเจ้าของโรงเบียร์ลาดพร้าว เผยตัวเจ้าของยังเคสแดง-สาหัส ยอดเสียชีวิต 30 ราย ทราบอัตลักษณ์แล้ว 27 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์ 3 ราย

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่ สน.พหลโยธิน พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. เดินทางมาเป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าคดีไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 17 ปาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุม โดยรองผบช.น.จะออกมาให้รายละเอียดอีกครั้งภายหลังประชุมเสร็จสิ้น

มีรายงานว่า พี่สาวเจ้าของร้าน จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องจากเจ้าของร้านขณะนี้ยังคงมีอาการบาดเจ็บสาหัส และยังรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู ตำรวจจึงเชิญพี่สาวเจ้าของร้านเข้ามาสอบถามถึงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านดังกล่าว ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ด้าน น.ส.ประภารักษ์ แฟนสาวของซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เดินทางมา สน.พหลโยธิน เพื่อติดต่อขอรับทรัพย์สินและรถยนต์ของแฟนที่จอดไว้บริเวณหลังร้าน หลังตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถไม่ได้รับความเสียหาย แต่กุญแจรถอาจสูญหายอยู่ภายในร้านหรืออยู่กับพนักงานสอบสวน

น.ส.ประภารักษ์ เปิดเผยว่า แฟนของตนทำงานเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำร้านมานานประมาณ 3 ปี โดยทำงานประจำที่ร้าน ไม่มีวันหยุด ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน โดยรับเงินจากแคชเชียร์หลังเลิกงานทุกวัน และไม่มีสวัสดิการหรือประกันสังคม โดยใช้สิทธิบัตรทองเพียงอย่างเดียว ซึ่งแฟนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเพลิงไหม้ แพทย์ระบุว่ามีแผลไฟไหม้ประมาณร้อยละ 60 ของร่างกาย และสูดดมควันเข้าไปเป็นจำนวนมาก จนเกิดภาวะไตวาย รวมทั้งบริเวณท้องเป็นแผลใหญ่ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของการโดนแรงระเบิดหรือไม่ เนื่องจากแฟนกระเด็นออกมาข้างนอก ซึ่งขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อ รู้สึกตัวแต่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

น.ส.ประภารักษ์ ระบุว่า ขณะนี้แฟนรักษาตัวตามสิทธิ์ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP) และได้รับแจ้งว่าเมื่อครบ 72 ชั่วโมง หรือในวันพรุ่งนี้ อาจต้องย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์บัตรทองใน จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนา แต่ครอบครัวไม่สะดวกเดินทางและกังวลอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤต จึงเตรียมเข้าหารือกับโรงพยาบาล เพื่อขอเปลี่ยนสิทธิการรักษาจาก จ.ลพบุรีมาเป็นกรุงเทพมหานคร พร้อมขอให้แพทย์พิจารณารักษาต่อที่โรงพยาบาลเดิมจนกว่าจะพ้นระยะอันตราย

น.ส.ประภารักษ์ กล่าวว่า สิ่งที่กังวลที่สุดคือ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในช่วงที่อาการยังไม่คงที่ อีกทั้งยังไม่ทราบว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่สามารถรักษาต่อภายใต้สิทธิ์เดิมได้ พร้อมยอมรับว่าครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย และไม่มีกำลังรับภาระค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก

แฟนสาวผู้บาดเจ็บ เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าของร้านหรือผู้แทนของร้านติดต่อเข้ามาสอบถามอาการหรือพูดคุยเรื่องการช่วยเหลือแต่อย่างใด แม้จะพยายามติดต่อผ่านช่องทางต่างๆ แล้วก็ตาม

สำหรับเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ น.ส.ประภารักษ์ เล่าว่า ขณะกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของแฟนแจ้งว่าแฟนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจากเหตุเพลิงไหม้ ตอนแรกยังไม่ทราบอาการ กระทั่งเห็นรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จึงรีบเดินทางไปโรงพยาบาล โดยทราบภายหลังว่าแฟนสามารถเดินออกมาจากจุดเกิดเหตุได้ในช่วงแรก แต่เมื่อถึงโรงพยาบาลอาการกลับทรุดลง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้และสูดควันเข้าไปในปริมาณมาก

น.ส.ประภารักษ์ ฝากถึงเจ้าของร้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขณะนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือการช่วยให้แฟนได้รักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเดิมจนกว่าจะพ้นวิกฤต รวมถึงขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและครอบครัวในเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากปัจจุบันต้องเดินทางระหว่างโรงพยาบาลและสถานีตำรวจทุกวัน มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเดินทางสูงกว่าวันละ 1,000 บาท พร้อมย้ำว่าจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผู้แทนจากร้านติดต่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือหารือแนวทางเยียวยา

น.ส.ประภารักษ์ ระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนรับไม่ได้กับสภาพอาการที่แฟนบาดเจ็บในขณะนี้ เนื่องจากแฟนถูกพันผ้าทั้งตัวเหลือเพียงเท้าเหมือนมัมมี่ แต่ตนจำแฟนได้ พร้อมสื่อสารกับแฟนว่าให้เข้มแข็ง เนื่องจากมีลูก 2 คน รวมถึงตนรออยู่ ซึ่งแฟนทำได้เพียงแค่พยักหน้าไม่สามารถสื่อสารอย่างอื่นได้เลย

อัปเดตสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้ ร้านอาหาร “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ข้อมูล ณ เวลา 09.00 น. วันที่ 14 ก.ค.2569

ผู้เสียชีวิต จำนวน 30 ราย ทราบอัตลักษณ์แล้ว 27 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์ 3 ราย ทั้งนี้ มีผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง (กลุ่มสีแดง) เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย

ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 75 ราย กลุ่มสีแดง (อาการรุนแรง) 24 ราย กลุ่มสีเหลือง (อาการปานกลาง) 15 ราย กลุ่มสีเขียว (อาการเล็กน้อย) 36 ราย ผู้บาดเจ็บกลุ่มสีเขียวเดินทางกลับบ้านแล้วทั้งหมด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน