วิลเลี่ยม LYKN เผยรักแรกสุดเจ็บ โดนบล็อก คนที่แอบชอบเปิดตัวคบคนอื่น ความอกหักนำพาก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปิน
ย้อนเส้นทางชีวิตของ วิลเลี่ยม LYKN หรือ จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์ จากเด็กหาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไร ก่อนที่เสียงเพลงจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เล่าทุกแรงผลักดันครั้งสำคัญผ่านรายการ Woody Talk ตั้งแต่รักครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับการอกหัก เมื่อคนที่แอบชอบบล็อกและเปิดตัวคบคนอื่น พร้อมเผยบทเรียนที่ทำให้เติบโต การค้นพบตัวเอง จนก้าวสู่การเป็นศิลปินและมีผลงานโซโล่ในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด

ที่มาของชื่อ วิลเลี่ยม ?
“คุณแม่อยากได้ลูกเป็นฝรั่ง อยากได้แบบอินเตอร์หน่อย ด้วยความที่ฝั่งคุณพ่อ ทวดเป็นลูกเสี้ยวอเมริกัน เขาคิดว่าถ้าลูกออกมาอยากจะตั้งชื่อว่า วิลเลี่ยม ให้ดูอินเตอร์หน่อยเลยชื่อ วิลเลี่ยม ซึ่งตอนผมเกิดมาที่ถ่ายใบเกิด ที่ออกมาเป็นนาทีก็ถ่ายรูป ตอนนั้นผมตัวม่วงในรูปดูช้ำไปหมด ตอนแรกดูไม่ออกว่าจะหน้าตาเป็นยังไง แต่เขาบอกว่ามันต้องได้หน้าใครสักคน ไม่พ่อก็แม่ ขอลองดูก่อนเลยเป็นวิลเลี่ยม”
บ้านอยู่จังหวัดไหน ?
“สงขลา หาดใหญ่ครับ พูดใต้ไม่ได้ ผมฟังได้ คือฟังรู้เรื่องหมดเลย เวลาไปที่ไหนหรือพ่อแม่คุยกับเพื่อนก็มีพูดภาษาใต้บ้าง ผมก็จำได้ ฟังแล้วรู้ความหมาย แต่พูดกลับไม่ได้ จริง ๆ เคยพยายามพูดกลับกับเพื่อนที่คนใต้ได้บ้าง พยายามพูดกลับแต่ไม่ได้ เพื่อนบอกว่าวิลเลี่ยมพอเถอะเพราะสำเนียงทองแดง อยู่หาดใหญ่มาตั้งแต่เกิดจนถึง ม. 3”
หน้ากากทุเรียนเป็นตัวจุดประกายให้กับเรื่องของดนตรี และเสียงเพลง ?
“ใช่ แต่จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปตอนประมาณอนุบาลชอบ Michael Jackson”
อะไรที่เกี่ยวกับซาวด์ของ Michael Jackson ที่มัน connect ?
“ถ้าจริง ๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่มันทำให้เราเต้นดีกว่า คือเราเต้นท่าเด้งเป้าของเขาที่มันค่อนข้างจะดังมาก ซึ่งมูนวอล์กบ้าง เวลาไปไหนทำตลอด”
ตอนที่เต้นพ่อแม่เห็นไหม ?
“เห็นครับ แต่คิดว่าตอนนั้นพ่อแม่ก็ไม่อะไร เหมือนพออินช่วงนั้นก็หยุด แล้วก็ตามเส้นทางที่บอกเลยครับ คือเทควันโด เปียโน”
การได้กลับไปเล่นเปียโนอีก เราเอาซาวด์กับโน้ตมา connect เลยเริ่มชอบ ?
“ก็ด้วย เพราะช่วง ม.ต้น ขอพ่อเรียนกีตาร์ด้วยตอนนั้น เพราะว่าเพิ่งแอบชอบคนเป็น เพิ่งมีรักแรก”
ความรักครั้งแรกเล่นกีตาร์ให้เขาฟัง ?
“เพราะว่าคนที่ผมชอบ เขามีคนที่ชอบ ซึ่งคนนั้นร้องเพลงและเล่นกีตาร์เป็น แล้วเป็นงานโรงเรียน เป็นภาพหนังเลยคือ เราอยากเป็นเหมือนเขา ผมต้องหล่อเหมือนเขา เพราะว่าเขาค่อนข้างจะป๊อปเลย เขาอยู่ ม.3 เราอยู่ ม. 1 คนที่ชอบอยู่ ม. 2 ซึ่งตอนนั้นเราร้องเพลงอยู่แล้ว เริ่มร้องเพลงบ้างแล้ว ก็ไปขอพ่อเรียนกีตาร์
ตอนเรียนแรก ๆ ผมไม่กล้าร้องเพลงด้วย เล่นคอร์ดไปเรื่อย ๆ จนครูกีตาร์บอกว่าไหนลองร้องเพลงดูซิเพราะเขาไม่เคยฟัง ก็ลองร้องดู เราร้องดีนะ พอมีทรงอยู่ ลองแบบจริงจัง ๆ ไหม ครูสอนกีตาร์ไปบอกครูสอนร้องเพลง ก็บอกพ่อขอเรียนร้องเพลงเพิ่ม เพราะก่อนหน้านี้ก็คือร้องตามคลิปอย่างเดียว ร้องตามเขา อยากจะลองเรียนดู เลยเรียนเป็นอย่างนี้ครับ เส้นทางดนตรีเป็นอย่างนี้จริง ๆ”
คนที่แอบชอบได้ฟังเราร้องเพลงแล้วเล่นกีตาร์ไหม ?
“มันจบลงที่คิดว่า เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้เขาเห็นดีกว่า คือจริง ๆ เรายังชอบเขาอยู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์แล้วว่าเราเล่นกีตาร์ได้ เราร้องเพลงได้ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว เพราะรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องอวดเขาแล้ว เหมือนโอเคพอเราทำได้ก็จบ แต่จริง ๆ เรายังชอบเขาอยู่นะ”
Reaction หลังจากบอกชอบเขา ?
“ผมเป็นเหมือนมือใหม่มาก ๆ ในการจีบคน คือ กินข้าวยัง หรือทำอะไรอยู่ ลงอย่างนี้ตลอด ในประโยคสนทนา ที่ทำใน Message คืออย่างนี้ครับ จนทักเหมือนทำไมตอบช้าจัง หายเป็นวัน จนเขามีช่วงหนึ่งเขาบล็อกผม แล้วที่สลายที่สุดคือ เข้า Facebook แล้วขึ้นว่า กำลังคบหากับคนนี้ นั่นคือ ว้าว ผมตายเลย มันอยู่กับที่ ผมถอยแต่ก็ยังชอบอยู่

แต่ว่าโอเคเราแค่ให้พื้นที่เขามากขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่าเขาชัดเจน เราก็ต้องชัดเจน เราก็ออกแล้วให้พื้นที่ สมมุติเจอที่โรงเรียน ถ้ารู้ว่าต้องเดินผ่านกัน ผมอ้อมโรงเรียนที่จะไปตรงนั้นเพราะว่าเราไม่อยากเจอหน้าเขา เพราะว่ากำลังใจในการไปโรงเรียนตอนนั้นคือเขา”
แอบชอบเขาเป็นปี ?
“นานมากแล้ว เลิกชอบตอน ม. 4 สุดท้ายก็ไม่ได้คุยต่อ แค่ตามกาลเวลาหายไปเฉย ๆ แต่ถามว่าอยากเจอไหม อยากเจอนะ แต่ไม่ได้เจอกันแบบนั้นแล้ว ไม่ได้เจอกันแบบว่า เราอยากจะคบหากับเธอ มันคือแบบอยากรู้ว่าเป็นไงบ้าง เพราะว่าผมกับเขาแทบไม่เคยจับมือ ไม่เคยอะไรกันเลย เขาเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยชอบมาก ๆ แต่แค่อยากรู้ว่าเป็นยังไง อยากเจอ อยากพูดคุยด้วย”
เริ่มมีเลเวลของการจีบขึ้นมาหลังจากนั้น ?
“คิดว่ามีขึ้น เพราะว่าเราจะไม่ใช้อะไรเดิม ๆ เพราะว่าตอนนั้นมันก็เริ่มมีแอปพลิเคชัน TikTok ฟีลแบบคลิปสั้นเป็นอย่างนี้ ก็ดู วิธีการจีบคนต้องทำ ห้ามทำอย่างนี้ อันนี้คือ 5-6 อันดับนะที่ต้องทำ เราก็ไปค้นหามาแล้วก็ทำตามครับ Actually มันได้ผล”
วิธีจีบที่ดีที่สุดในประสบการณ์ของวิลเลี่ยม ?
“ตอนนั้นเล่น Facebook ถ้าเขาโพสต์ อุ๊ย อันนี้ที่ไหน อยากรู้จังเลย สวยจังเลย ผมจะไม่คอมเมนต์มันจะ too obvious เกินไป ผมจะต้อง Text ไป ไม่ไลก์ด้วย จะ DM ไป อยู่ไหนหรือมันคือที่ไหน อยากลองไป”
ส่งข้อความไปแล้วไม่คิดเหรอว่า เขารู้ว่าชอบ ?
“ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าเขาคิดยังไง เราคิดว่าโอเค คำที่เราคิดมา อันดับที่เราค้นหามา อันนี้ต้องได้ผลแน่ ๆ เช่น ที่ไหนอยากไป อันนี้เมนูอะไร หรือร้านอะไร อยากไปกินมากเลย ส่วนใหญ่ที่ทำไปคือมีการคุยต่อเนื่อง เขาตอบบ้างถามบ้าง เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนบางคนก็ได้คบหาดูใจกัน บางคนก็ไม่ได้ แต่ว่ามันก็เหมือนได้รู้วิธีมากกว่าว่าทำยังไง”
ในฐานะที่เป็นคนที่ตัดสินใจจะคบใคร ต้องเป็นคนบอกเขาไหมว่า คบกันนะ ?
“คือจริง ๆ ก็เป็นอย่างนั้นแบบว่า เป็นแฟนกันไหมหรือลองคบกันไหม มันต้องประมาณนี้แต่ว่าหัวใจหลักที่ผมต้องตั้งเอาไว้ ปักเอาไว้เลยคือห้าม Text หรือห้ามโทร ต้องเจอตัว ๆ เท่านั้น ถึงจะบอกคำนี้ออกไป”

ต้องต่อหน้า ห้าม Text หรือห้ามโทร ยังใช้ทฤษฎีนี้อยู่ อะไรที่สำคัญเลยต้องพูดต่อหน้า ?
“ผมรู้สึกว่าการที่เราจะตัดสินใจคบกับใครสักคน ถ้าเราพูดแบบเราไม่ได้เห็นอารมณ์ของเขา ไม่ได้เห็นว่าเขารีแอคยังไง มันโคตรจะสำคัญเลย การเห็นคือสำคัญมาก ๆ ผมเลยให้ความสำคัญกับตรงนี้เยอะที่สุด หรือแม้แต่จะบอกเลิก ก็ต้องบอกต่อหน้า”
เป็นคน Extrovert หรือ Introvert ? “Introvert 100%”
เป็นคนที่ Logical หรือ Emotional ? “Emotional”
ในบรรดาวง LYKN วิลเลี่ยมเป็นคนที่ Care feeling ของคนอื่น ๆ ?
“เพื่อนอาจจะคิดว่าผมไม่ได้เป็นคนแคร์คน คิดว่าอาจจะปล่อยผ่าน ไม่ได้อะไร แต่จริง ๆ ผมเทคแคร์เขาเยอะมาก ๆ เวลาที่มีอะไรที่ไม่ดี หรือว่าอะไรสักอย่างที่เราจับเรดาร์ได้ เราจะเอาไปนอยด์เอง บางทีเรื่องคนอื่น เราได้ยินมาแล้วก็กลับมาคิดเอง แล้วเราก็เครียด มันก็มีบ้าง ซึ่งจริง ๆ บางคน เหมือนพี่เอสเขาจะเป็นพาร์ทเนอร์ผม เมื่อก่อนเขาจะเป็นคนที่ Emotional มาก เลย ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่ได้รู้สึกอะไรแค่ปลอบเขา แต่ว่าเราไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาด้วย
แต่หลังจากนั้นผมเพิ่งมาค้นพบเหมือนกันว่าจริง ๆ ผมรู้สึกและเก็บมาตลอด ไม่เคยบอกใคร ไม่มีที่ระบายมากกว่า เพราะว่าเมื่อก่อนจะระบายกับโน้ตในโทรศัพท์ คือรู้สึกพิมพ์ไปมั่ว ๆ อาจจะอ่านแบบไม่เข้าใจหรอก เพราะในหัวมันมาเรื่องนี้ ตอนนี้มาเรื่องนี้ก็คือพิมพ์ไปนี่คือการระบาย ซึ่งตอนนั้นเก็บมาตลอด จนบางทีช่วงแรกที่ซีรีส์ On air ตอนนั้นผมแบบ cut off อยู่ดี ๆ น้ำตาแตก อยู่ดี ๆ ร้องไห้จนหายใจไม่ออก”

อะไรที่เก็บไว้ในใจ ?
“ผมกลัวคน judge มากกว่าว่าผมอ่อนแอ ผมทำไม่ได้”
เล่าเรื่องที่ตัวเองเกือบได้ย้ายไปอยู่ที่อเมริกา ?
“ตอนแรกเล่าย้อนไปหน่อย คือตอนนั้นเคยจะไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว ต้องไปอยู่อเมริกา เพราะว่าญาติอยู่อเมริกาหมดเลย มีร้านอาหารไทยที่ซีแอตเทิล ซึ่งทำวีซ่าแล้ว กำลังจะย้ายในอีกไม่นานตอนนั้น แต่ว่าคุณแม่เชื่อหมอดู บอกว่าถ้าไปแล้วมันจะลำบากในด้านการใช้ชีวิต ชีวิตการเงินทุกอย่าง ลูกจะไม่มีความสุข จะไปไม่ได้ไกล เรื่องงานต่าง ๆ คุณพ่อแม่เชื่อแล้วก็ไม่ได้ไป
ซึ่งตอนนั้นจริง ๆ มันจะไปอยู่แล้วครับ อีกไม่กี่วัน ประมาณ 2-3 วันมันก็จะไปแล้วจองตั๋วแล้ว คุณพ่อคุณแม่เขาก็จ้างครูสอนภาษาอังกฤษมาที่บ้าน แล้วแบบ take class เป็นเดือนเพื่อที่จะไป ซึ่งผมคิดอยู่ว่าถ้าตอนนั้นผมอยู่นั่นมันจะเป็นยังไง จะเป็นคนยังไง จะใช้ชีวิตยังไง จะได้เป็นนักแสดงหรือเปล่า ศิลปินหรือเปล่า ใครจะไปรู้”

วิลเลี่ยม เกิดวันวาเลนไทน์ ?
“ดีครับ คนจำง่ายดี มันไม่ได้มีความพิเศษอะไรหรอก แต่ว่าแค่ได้ความว้าวจากคนอื่นว่าเกิดวันไหน 14 กุมภา จริงเหรอ ไม่เชื่อ ขอดูบัตรประชาชนหน่อย ผมดีใจ ก็ดูมีอะไรดี ดูไม่ได้เกิดวันธรรมดา”
จากเด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองร้องเพลงได้ และไม่รู้จะเล่นเปียโนไปทำไม จนวันนี้เป็นวิลเลี่ยมแห่ง LYKN และมี Solo ของตัวเอง ?
“ดีใจมาก เพราะว่าผมเชื่อแล้วว่า ผมกล้าท้า ผมดูรีแอคชันทุกคนใน YouTube ที่แต่ละคนทำ ผมดูหมดเลย ดูอัพเดตตลอด ดูเยอะมาก เพราะอยากรู้จริง ๆ ว่าเรามาถูกทางหรือเปล่า คนชอบไหม คนชอบสไตล์เราไหม จริง ๆ เพราะว่าเราก็แอบกลัวว่ามันจะเข้ากันเปล่า ก็แอบคิด คือผมให้คนอื่นฟังเยอะมาก ให้พี่ทีมงานฟัง ให้เพื่อนฟัง ส่งเพื่อนที่มหิดลส่งไปให้ฟังเหมือนกันว่ามันดีไหม คือไม่ได้มั่นใจขนาดนั้นมากกว่า แต่ว่าเพื่อนก็บอกว่ามันดีมาก มั่นใจได้เลย ซึ่งกระแสตอบรับก็ดีครับ คนเอาไปร้องเยอะมาก”