เปรมศักดิ์ เสนอเปลี่ยนที่มา สว. ให้ประชาชนเลือกโดยตรง วางเกราะป้องกันพรรคการเมืองครอบงำ เตือนหากต้นทางอำนาจยังถูกสงสัย ปลายทางย่อมไร้ความไว้วางใจ

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายในการประชุมวุฒิสภา ระหว่างพิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยให้เสรีและเป็นธรรม โดยชำแหละปัญหาเงินซื้อเสียง การออกแบบกติกาเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ รวมถึงช่องโหว่ของระบบเลือกสมาชิกวุฒิสภา พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูปการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างจริงจัง

นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่า สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยผ่านการเลือกตั้งหลายระดับ ตั้งแต่หัวหน้าชั้นปี สโมสรนักศึกษา ไปจนถึงกระบวนการสรรหาอธิการบดี แม้ในเวลานั้นยังไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย ใช้เพียงบัตรกระดาษและหีบบัตร แต่ผลการเลือกตั้งกลับเป็นที่ยอมรับและไม่เกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรม

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกในปี 2535 ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กลับพบโลกการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แม้จะนำเสนอนโยบายอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายข้อสุดท้าย” ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่ใช้ซื้อเสียง คนชนะไม่ได้ชนะเพราะความดี ผลงาน หรือนโยบายพรรค แต่ชนะเพราะมีนโยบายข้อสุดท้ายว่าให้กี่บาท

นพ.เปรมศักดิ์ระบุว่า ปัญหาการเลือกตั้งไม่ได้มีเพียงการซื้อเสียง แต่ยังรวมถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญและกติกาเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบ แม้กระทั่งการแบ่งเขตเลือกตั้งที่บางอำเภอถูกแยกออกเป็นหลายเขต จนประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม

สำหรับระบบเลือก สว.ที่ผ่านมา ซึ่งให้ผู้สมัครเลือกกันเองทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ แม้มีข้อดีในแง่การคัดเลือกบุคคลจากกลุ่มวิชาชีพ แต่โครงสร้างที่ซับซ้อนกลับเปิดช่องให้เกิดการจัดตั้งผู้สมัคร การล็อกโหวต การใช้เครือข่าย และการครอบงำผลการเลือก

จึงเสนอให้ประเทศไทยใช้ระบบเลือกตั้ง สว.โดยตรงจากประชาชน พร้อมออกแบบหลักเกณฑ์ป้องกันปัญหาการเมืองแบบเครือญาติ หรือภาพจำ “สภาผัวเมีย” รวมทั้งต้องมีกลไกสกัดไม่ให้พรรคการเมืองเข้าครอบงำ

“หากเส้นทางของอำนาจยังมีข้อสงสัย ปลายทางของอำนาจก็ยากที่จะได้รับความไว้วางใจ เมื่อ สว.มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ หากที่มาของ สว.ยังถูกตั้งคำถาม ความเคลือบแคลงย่อมลุกลามไปถึงองค์กรเหล่านั้นและอาจขยายออกไปสู่ท้องถนน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้สังเกตการณ์อิสระ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และตัวแทนพรรคการเมือง เข้าตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับและเก็บรักษาบัตร การนับคะแนน การรวมคะแนน ไปจนถึงการตรวจสอบผลเลือกตั้ง

นพ.เปรมศักดิ์ยังเรียกร้องให้ กกต.เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน จากองค์กรที่รอรับคำร้อง มาเป็นองค์กรเชิงรุก ป้องกันการทุจริตก่อนเกิดเหตุ โดยยกประสบการณ์เมื่อครั้งลงสมัครรับเลือกตั้งและแจ้งเบาะแสว่ามีการปิดหมู่บ้านแจกเงิน แต่กลับได้รับคำตอบให้ไปหาหลักฐานมา ทั้งที่กว่าจะรวบรวมหลักฐานได้ การแจกเงินก็เสร็จสิ้นไปแล้ว

นากจากนั้น กกต.ต้องสื่อสารกับประชาชนด้วยภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ควรอ้างข้อกฎหมายที่ซับซ้อนจนยิ่งสร้างความสับสนและความขัดแย้ง บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ อาจเป็นเพียงกระดาษสำหรับผู้จัดการเลือกตั้ง แต่สำหรับประชาชน บัตรนั้นคือเสียง คือสิทธิ คือศักดิ์ศรี และคืออนาคตของประเทศ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยไม่อาจสร้างให้เสร็จได้ภายในวันเดียว แต่สามารถพังทลายลงได้ในพริบตา หากรัฐสภา รัฐบาล กกต. และทุกฝ่ายยังคงเพิกเฉยต่อปัญหา และไม่ร่วมกันยกระดับการเลือกตั้งให้เสรี สุจริต ยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน