‘เอก สายไหมต้องรอด’ ตกใจเห็นสเตทเมนต์ องค์กรทำดี สงสัยเงินบริจาคถึงมือผู้ประสบภัยแค่ 10-15 ล้าน ที่เหลือ 876 ล้านไปไหน คาดหวังว่า บุ๋ม จะได้ประกันตัว ออกมาสู้คดีอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เผยถึงทนายของ องุ่น เหรัญญิก คนนี้เก่งมาก แต่เชื่อว่าจะถอนตัว ชี้เหตุแค่ขายมะม่วงกวน ทำไมถึงได้เงินเป็นล้าน

วันที่ 6 พ.ย.69 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ให้สัมภาษณ์สื่อหลังจบรายการโหนกระแสถึงประเด็นสเตทเมนต์มูลนิธิองค์กรทำดี ของ บุ๋ม ปนัดดา ว่า วันนี้ตนเพิ่งได้เห็นสเตทเมนต์ของมูลนิธิองค์กรทำดีครั้งแรก และเห็นว่ามียอดเงินเข้าบัญชีในปี 2565-2567 รวม 910 ล้านบาท และมียอดเงินออกจากบัญชี 876 ล้านบาท ส่วนที่ องุ่น เหรัญญิก ของมูลนิธิองค์กรทำดี ชี้แจงในรายการโหนกระแสคือ ค่าใช้จ่ายภายในมูลนิธิคือ 40-50 ล้านบาท

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ องุ่นทำหน้าที่เป็นเหรัญญิก คือทำหน้าที่ในการนำเงินไปจ่ายในค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในมูลนิธิ และค่าใช้จ่ายระหว่างลงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือภารกิจน้ำท่วมและภารกิจชายแดน แต่สิ่งที่องุ่นชี้แจงคือ คุณบุ๋ม ให้องุ่นมาใช้จ่ายเพียง 10 – 15 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ถึงมือผู้ประสบภัยจริง แต่ถ้าเทียบกับสัดส่วนของเงินที่ได้รับบริจาค 910 ล้านบาท มันยังดูห่างไกลกันมาก

สำหรับยอดเงินที่มีการถอนออกจากบัญชีไป 876 ล้านบาทนั้น ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าเขาเอาไปสร้างมูลนิธิที่คลอง 8 เพราะเขามีบัญชีที่ใช้ชื่อว่า สมทบทุนสร้างมูลนิธิ ซึ่งมีเงินอยู่ ประมาณ 40-50 ล้าน เท่ากับว่าเงินกว่า 876 ล้านบาท คือเงินที่คนโอนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งมันคือคนละส่วนกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องเงินนี้ก็ต้องรอคุณบุ๋ม ออกมาชี้แจงว่ายอดเงิน 876 ล้าน ถูกถอนไปใช้อะไร ใช้ที่ไหน ส่วนตัวเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขเป็นแบบนี้จริงๆ

ส่วนคำตอบที่ต้องการจากองุ่นวันนี้ คือ ตนมองว่าองุ่นเป็นเหรัญญิกของมูลนิธิ มีหน้าที่รับผิดชอบเงินโดยตรง เพราะเขาได้รับความเห็นชอบความไว้ใจจากคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ว่าองุ่นไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้น แต่กลับไปทำหน้าที่คือการถือเงินเพียงเล็กน้อย ไม่กำกับดูแลเงินก้อนใหญ่ จึงทำให้เงินก้อนใหญ่รั่วไหลไปที่อื่นและเกิดความเสียหาย ซึ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่องุ่นยังชี้แจงไม่เคลียร์

และการที่องุ่นจะรอดจากเรื่องนี้ได้ คือต้องมีบิลทุกบาททุกสตางค์ในการชี้แจง แต่วันนี้องุ่นไม่ได้เตรียมมาทั้งหมด ซึ่งทุกอย่างที่ทำก็ต้องดูที่เจตนาความบริสุทธิ์ของแต่ละคนถ้าไม่ได้คิดเอาเงินของคนอื่นไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็รอด แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้นก็อาจจะถูกดำเนินคดีได้

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวกำลังแปลกใจในเรื่องของการทำมติที่ประชุม เพราะองุ่นบอกว่าได้ให้คุณเปิ้ลร่างขึ้นมา แล้วค่อยโทรแจ้งแต่ละคน และให้ทุกคนลงนาม ส่วนตัวก็งงว่าเค้าลงนามกันยังไง ส่วนตัวก็เลยไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติทำได้หรือไม่ เพราะปกติแล้วต้องมีการประชุม มีมติ มีการลงความเห็นความ

สำหรับวันนี้ ส่วนตัวเห็นความชัดเจนว่า องุ่นพยายามโยนทุกอย่างไปให้บุ๋ม ว่าไม่รู้ไม่เห็นพฤติกรรมของบุ๋ม ทำตามที่ได้รับมอบหมาย แต่จริงๆ แล้วหน้าที่ของเขาเองคือต้องรู้ทั้งหมด และยิ่งบอกว่าสนิท เป็นมือขวาของคุณบุ๋ม คือเค้าควรจะรู้มากกว่านี้ไหม นี้จึงเป็นคำถามนี้ต้องตั้งคำถามแต่เหมือนว่าวันนี้เรือจะล่มแต่ทุกคนกลับสลับเรือเลย ยอมรับว่า วันนี้ตนนั่งฟังในรายการยังคงรู้สึกย้อนแย้งหลายอย่าง แต่ก็ต้องรอให้เขาค่อยๆ ชี้แจง

นายเอกภพ ยังพูดถึง ทนายโจ้ ทนายความขององุ่นว่า ที่องุ่นเลือกทนายโจ้มาทำคดีนี้แสดงว่าคงจะรู้ฝีไม้ลายมือพี่โจ้อยู่แล้ว เพราะปกติพี่โจ้ทำคดีละเอียดรอบคอบ ตรงไปตรงมา แต่ถ้าพี่โจ้ไปดูข้อมูลแล้วไม่ตรงตามที่องุ่นพูดหรือไม่ถูกต้อง เชื่อว่าพี่โจ้จะถอนตัวอยู่แล้ว ตามที่รู้จักกันมา

ส่วนอาชีพของ องุ่น คือการทำมะม่วงกวน จากที่ฟังมาคือ เขาทำเหมือนรัฐวิสาหกิจชุมชน ในหมู่บ้านตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้นมา และมีหลายบ้านที่ทำมะม่วงกวน และพอเขารู้ระบบออนไลน์ เขาก็บอกกับคนในหมู่บ้านว่าให้ทุกคนทำมา แล้วส่งมาให้เขา เขาจะทำหน้าที่ขายเอง จึงเป็นที่มาว่าทำไมเขาถึงได้ยอดขายเยอะ หลักล้าน ซึ่งตรงนี้เขาก็ได้เอาให้ตนดู

ส่วนเงิน 5 แสนบาทที่องุ่นนำไปบริจาคนั้น องุ่นบอกกับตนว่า มาจากกำไรการขายมะม่วงกวน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปถามเขาเองว่า ขายมะม่วงกวนจนได้กำไล 5 แสนบาท และนำเงินไปทำบุญได้เลยหรอ

ส่วนกรรมการมูลนิธิทั้งหมดที่ก่อนหน้านี้ ออกมาสละเรือ ส่วนตัวมองว่าอาจจะต้องรับผิด เพราะเดี๋ยวนี้มี พรบ.เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด และเรื่องที่เกี่ยวกับการเป็นกรรมการมูลนิธิ ซึ่งส่วนตัวมองว่า พรบ.ฉบับนี้น่ากลัว เพราะหากถูกนำมาบังคับใช้แล้ว มูลนิธิองค์กรทำดีผิดตาม พรบ.ฉบับนี้ เท่ากับว่า การที่มูลนิธิใช้จ่ายแต่ละครั้ง มูลนิธิต้องลงบัญชีรับจ่าย ซึ่งหากไม่มีการลงบัญชีรับจ่ายหนึ่งครั้ง จะมีความผิดเท่ากับ 1 กรรม และจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาพูดว่าพบเงินบริจาคเข้ามากว่า 3,000,000 ครั้ง ก็ต้องลองคูณดูว่าจะโดนคดีไปกี่ปี เพราะความผิดหนึ่งกรรมเท่ากับ 7 ปี

สำหรับทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดและอายัดมาได้ประมาณ 100 ล้าน แต่เทียบจากสเตทเมนต์ที่เห็นคือ ยังหายไปอีกประมาณ 700-800 ล้าน เพราะฉะนั้นต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เราก็อยากให้ได้คืนกลับมาสู่มูลนิธิ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าหากใครอยากได้เงินคืนก็ต้องไปแจ้งความ และมีการเฉลี่ยทรัพย์คืนจาก ปปง.

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า วันนี้เราต้องย้อนกลับไป ส่วนตัวนั้นโชคดีที่ไม่ได้ทำมูลนิธิ และตนก็เคยปรึกษาหารือกับหลายคน พี่ๆ แนะนำว่าอย่าไปตั้งเลย วันหนึ่งจะมีปัญหา ตอนแรกก็คิดไม่ออก จนกระทั่งมาถึงตอนนี้รู้เลย แม้ว่าเราไปกล่าวหาว่าเขาอาจจะไม่ดีแต่ก็ไม่แน่ว่าตัวเองก็อาจจะไม่ดีก็ได้ แต่ว่าเราไม่มีโอกาสที่จะโกง เพราะฉะนั้นคือการจะเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่จะสามารถโกงได้

ทางที่ดีคือจะไม่ต้องไปเปิดบัญชีและรับบริจาคเงินใคร ทำไหวแค่ไหนก็ทำแค่นั้น ใครที่เป็นจิตอาสา ทำไหวตรงไหนทำแค่นั้นพอ ไม่ต้องไปเปิดมูลนิธิไม่ต้องไปขอรับบริจาคเงินใครมา เพราะเมื่อเงินเข้ามามากวันนี้จิตใจคุณอาจจะทำเพื่อการกุศล แต่พอเงินมันเข้ามามากจริงๆ เราไม่รู้ว่าตอนนั้นจิตใจคุณอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ อย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงจุดนั้นเลย เพราะอาจจะนำไปสู่คุกก็ได้

“ทุกท่านเป็นสปอตไลต์หมด เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานจังหวัดทุกจังหวัด ที่ตั้งมูลนิธิอยู่นี้เขาจะตรวจสอบท่านอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการอะไรก็ตามที่บางคนอาจจะมอบหมายให้ประธานมูลนิธิไปทำ เพราะเชื่อใจเชื่อมั่นทุกท่านต้องคิดใหม่ ท่านต้องเข้าไปตรวจสอบไปขอดูบัญชี เพราะถึงเวลาจริงๆ แล้วท่านจะเป็นผู้ต้องหา มีสิทธิ์เป็นผู้ต้องหาได้เหมือนๆกันทุกคน แม้ว่าท่านจะไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม” นายเอกภพ กล่าว

สุดท้ายนี้ นายเอกภพ บอกว่า ตนคาดหวังว่า คุณบุ๋ม จะได้ประกันตัวออกมาสู้คดี มาสู้คดีอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่อย่างที่เราทราบกันดี ตำรวจสอบสวนกลางนั้นมีมาตรฐานอยู่แล้วถ้าเขาไม่มั่นใจอะไรเค้าก็จะไม่จับกุม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน