คอบอลคงจำกันได้ดีกับเหตุการณ์ช็อกโลก วูบลงไปคาสนามของ คริสเตียน อีริกเซน ในศึกยูโร 2020 หลายฝ่ายต่างคาดกันว่า อีริกเซน คงไม่สามารถกลับมาเล่นฟุตบอล ได้อีกต่อไปแล้ว
แต่ด้วยความที่มีสายเลือดลูกหนังไหลเวียนอยู่เต็มขั้น และจิตใจที่ยังคงไม่ยอมแพ้ ทำให้เขาเลือกที่จะกลับมาลงสนามอีกครั้ง
ครอบครัวของ อีริกเซน ถือเป็นครอบครัวฟุตบอลอย่างแท้จริง คุณพ่อของเขา โธมัส อีริกเซน เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพ ก่อนจะผันตัวมาเป็นโค้ชกับสโมสร มิดเดลฟาร์ต จีแอนด์บีเค ขณะที่น้องสาว ของอีริกเซน ก็เป็นนักฟุตบอลหญิงทีมชาติเดนมาร์ก
อีริกเซน ถือเป็นนักเตะพรสวรรค์คนหนึ่งของวงการลูกหนังโคนม เขาได้รับการฝึกฝนจากคุณพ่อตั้งแต่ 3 ขวบ กระทั่งอายุได้ 12 ขวบ ก็พาทีมเยาวชน มิดเดลฟาร์ต จีแอนด์บีเค เป็นแชมป์ไร้พ่าย และถูก โอเดนเซ ทีมดังในลีกเดนมาร์ก ดึงตัวไปร่วมทีม
เด็กหนุ่มอีริกเซน ในวัย 14 ปี เป็นนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับความสนใจจากยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีม ก่อนจะเลือกไปอยู่กับ อาแจ็กซ์ ในฮอลแลนด์ ในวัย 16 ปี หลังจากใช้เวลา 2 ปี ก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่ของ อาแจ็กซ์ พร้อมช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เอเรดิวิซี 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งยังมีแชมป์ฟุตบอลถ้วย 1 สมัย
ทำให้ในปี 2013 สเปอร์ ตัดสินใจดึงตัวเขาไปเป็นกำลังสำคัญในแดนกลาง แต่น่าเสียดายที่ ตลอดระยะเวลา 7 ฤดูกาล เขาไม่มีแชมป์ติดมือ ต่อมา อีริกเซ่น ตัดสินใจไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน
จากเหตุการณ์วูบคาสนามทำให้ อีริกเซ่น ต้องผ่าตัดเพื่อใส่อุปกรณ์กระตุ้นหัวใจเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นกับ อินเตอร์ มิลาน ต่อ เนื่องจากในอิตาลี มีกฎห้ามนักเตะใส่อุปกรณ์กระตุ้นหัวใจลงเล่น ก่อนที่สุดท้ายเขาจะเลือก เบรนต์ฟอร์ด เป็นสโมสรที่ชุบชีวิตให้เขากลับมาลงสนามอีกครั้ง
อีริกเซน ยกระดับ เบรนต์ฟอร์ด ในเวลาสั้นๆ ให้แข็งแกร่งขึ้นผิดหูผิดตา ก่อนจบฤดูกาล 2022 เขาจะเลือกย้ายซบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่อง
เชื่อว่าในฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้ จะเป็นอีกทัวร์นาเมนต์ ที่แฟนบอลเอาใจช่วย อีริกเซน และทีมชาติเดนมาร์ก ในฐานะแข้งที่เอาชนะความตายกลับลงมาสู่สนามหญ้าอีกครั้ง