จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายโรงพยาบาลทั่วประเทศต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง การสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ต่อสู้อยู่ด่านหน้าเพื่อคนไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในงาน “พลังใจ พลังฮีโร่ สู้โควิด-19” แชริตี้อีเวนต์ออนไลน์ครั้งแรกในไทย ที่ยาวนานถึง 8 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ผ่านเฟซบุ๊กในเครือมติชน มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายที่หลายคนอยากรู้จากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข โดย “กรมสุขภาพจิต” ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนางานสุขภาพจิตของประเทศ ได้ออกมาแนะนำวิธีการที่จะช่วยให้คนไทยเสพข่าวสารจากสื่ออย่างรู้เท่าทัน และมีภูมิคุ้มกันที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางภาวะวิกฤต เพราะในปัจจุบันมีการส่งต่อข่าวสารปลอม (Fake News) เกี่ยวกับการแพร่ระบาดกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตและสภาพจิตใจของคนในสังคม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากมีพฤติกรรมเสพข่าวมากเกินไป เพราะมีเวลาว่างจากการอยู่บ้านเพิ่มขึ้น โดยจะเสพข่าวจากสื่อออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งพฤติกรรมนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายมิติ หากรับข่าวสารที่ไม่มีคุณภาพจากสื่อที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น ทำให้เกิดความสับสน และเครียด จนต้องส่งข่าวนั้นต่อไปให้ผู้อื่น และเป็นการบั่นทอนสุขภาพร่างกาย เพราะเมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนประเภทคอร์ติซอลออกมายับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่มีส่วนในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส อีกทั้งยังทำให้สัมพันธภาพกับคนข้างกายลดน้อยลง เนื่องจากจิตใจว้าวุ่น หงุดหงิดง่าย จึงทะเลาะกันง่ายขึ้น รวมถึงทำให้คนเรามีพฤติกรรมอยู่นิ่ง เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงได้ เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการอ่านข่าว และทำให้เกิด ‘ความกลัว’ ขึ้นได้ง่ายๆ ด้วย
ซึ่งคนเราจะมีความกลัวอยู่ 3 ระดับ คือ กลัวน้อยไปจนทำให้เชื้อไวรัสแพร่ไปสู่คนใกล้ชิด กลัวมากไปจนส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น กรณีแห่ตุนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์จนขาดตลาด ทั้งๆ ที่หน้ากากผ้าก็สามารถใช้ป้องกันการแพร่เชื้อได้ ละเมิดมาตรการป้องกันในข้อเรื่องหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อไปกักตุนอาหาร หรือเหตุการณ์ที่ชาวบ้านออกมาต่อต้านการพาผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสนาม ทั้งที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการทุเลาลงแล้ว และมีบุคลากรทางการแพทย์ควบคุมอย่างใกล้ชิดและการที่เพื่อนบ้านไม่ยอมให้ผู้ที่หายจากโรคแล้วกลับเข้าที่พัก เป็นต้น โดยสิ่งที่สังคมต้องการมากที่สุดแต่หลายคนยังขาดคือ “ความกลัวแบบพอดี” ที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมอันดีต่อสังคม อาทิ สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องไปในที่สาธารณะ ควบคู่กับการล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างทางสังคม

ทั้งนี้ คนที่มีความกลัวน้อยไปหรือมากเกินไป สามารถปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเลือกรับข่าวสารในปริมาณที่พอดี ผ่านแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค ฯลฯ และไม่ส่งต่อข่าวเท็จให้ผู้อื่น ตั้งใจทำความเข้าใจในโควิด-19 อย่างลึกซึ้ง เช่น ผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ แค่ต้องป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี ซึ่งคนรอบข้างก็ควรที่จะให้กำลังใจและช่วยเหลือกัน เพื่อให้สังคมกลับมาสงบสุขเหมือนเคย โดยเริ่มจากภายในครอบครัวก่อนขยายไปยังระดับชุมชนต่อไป โดยยึดหลัก 4 สร้าง 2 ใช้ ได้แก่ 1. การสร้างความปลอดภัย ด้วยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างทางสังคม 2. สร้างความสงบ ติดตามข่าวอย่างพอดีทั้งปริมาณและคุณภาพ 3. สร้างความหวังว่าเราจะฟันฝ่าไปได้ ผ่านสภาวะจิตใจทั้ง 2 รูปแบบ คือ ใช้สัมพันธภาพที่มีอยู่ในการให้กำลังใจกัน รวมถึงใช้ศักยภาพที่มีช่วยกันต่อสู้ เพื่อก้าวผ่านภาวะวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง และ 4. สร้างความเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่รังเกียจบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานด่านหน้าต่อสู้กับโรคนี้
![]() | ![]() |

