ในงานพลังใจ พลังฮีโร่ สู้โควิด-19 ซึ่งจัดโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยแพร่ให้สาระความรู้และเป็นช่องทางช่วยเหลือให้คำปรึกษากับประชาชนด้านสุขภาพจิตผ่านสายด่วนสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการไลฟ์สด 8 ชั่วโมง ในช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจข่าวสดและสื่อในเครือมติชน เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ในตอนหนึ่งของการ Live Talk ช่วงกรมสุขภาพจิตเพื่อนคู่ใจ ไฟท์โควิด “ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์” โฆษก กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า บทบาทของกรมสุขภาพจิตได้เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ปัจจุบันเรื่องของสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนมากขึ้น จึงเกิดอีเวนต์ออนไลน์ให้ความรู้และใช้เทคโนโลยีเข้าถึงประชาชนที่อยู่บ้านและไม่สามารถออกมาพบจิตแพทย์ได้มากขึ้น

“จากสถานการณ์โควิด-19 คนเริ่มมองเห็นแล้วว่าวันนี้และในอนาคต เรื่องสุขภาพจิตจะเป็นประเด็นใหญ่และผู้คนให้ความสำคัญ นี่จึงเป็นอีกวิกฤติที่ท้าทายการทำงานของกรมสุขภาพจิต เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่าการใช้ชีวิตของประชาชนอยู่บนความไม่แน่นอน เนื่องจากทำให้หลายคนวางแผนไม่ได้ โดยเฉพาะคนในยุคปัจจุบันที่ยึดติดกับการวางแผน ทั้งการท่องเที่ยว ภาระหนี้สิน หรือแผนการทำงาน บริษัทหรือห้างร้านต่างๆ ไม่ได้วางแผนเกี่ยวกับวิกฤติในครั้งนี้ล่วงหน้า”

การไม่รู้ทำให้เกิดความกลัว วิตกกังวล และมีผลต่อสุขภาพจิตตามมา ทำให้ประชาชนหลายคนอาจจะรู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งจิตแพทย์กับนักจิตวิทยาจึงมีบทบาทกับช่วงนี้มาก โฆษกกรมสุขภาพจิต ระบุว่า “สิ่งที่สำคัญคือ ในวิกฤติแบบนี้คุณต้องการคนใดคนหนึ่งที่รับฟังคุณ เพราะว่าในช่วงที่มันเกิดวิกฤติคนส่วนใหญ่พูด แต่ไม่มีใครรับฟังเพราะฉะนั้นการเข้าไปรับฟังเป็นสิ่งที่ดี จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงจำเป็นในเวลาเช่นนี้ เพราะเขาถูกฝึกมาให้เป็นผู้รับฟังที่ดีอยู่แล้ว การรับฟังคือการแก้ปัญหารูปแบบหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือจะต้องดึงศักยภาพในทุกคนออกมาและให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง นักจิตวิทยาไม่สามารถกลับบ้านไปกับคุณและไปนั่งข้างๆ แล้วไปคอยแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตให้คุณได้ แต่เราเชื่อมั่นว่าคนไทยเป็นหนึ่งในเชื้อชาติที่มีสมรรถภาพและศักยภาพในตัวเอง ทุกคนสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองหากได้รับการชี้นำอย่างถูกต้อง และมีคนรอบข้างคอยสนับสนุนและให้กำลังใจหรือเรียกว่าสร้างภูมิคุ้มกันให้ใจ การรอวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นปี แต่วัคซีนที่ส่งต่อให้ในทันทีได้เลยคือวัคซีนทางใจ ฉีดวัคซีนที่ใจตัวเองแล้วอย่าลืมฉีดให้คนรอบข้างด้วย ฉีดให้ครอบครัวและส่งต่อไปที่ชุมชน ยกตัวอย่างการทำงานที่บ้าน หรือWork From Home เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปรับตัวอย่างมากสำหรับทุกวัยในครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะต้องใช้โอกาสนี้เข้าหาลูกวัยรุ่นอย่างถูกต้องโดยเฉพาะช่วง 13 – 15 ปี ที่อาจมีความเครียดเนื่องจากไม่ได้ออกไปเจอกลุ่มเพื่อน สำหรับกลุ่มคนที่มีอาการโรคซึมเศร้า หรือกลุ่มที่มีปัญหาด้าน สภาพจิต ก็เป็นกลุ่มที่กรมสุขภาพจิตต้องดูแลอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีวิกฤติและมีปัจจัยอื่นเข้ามาเสริมก็ต้องดูแลใกล้ชิดมากขึ้น อย่างแรกเลยคือคนกลุ่มนี้ต้องอย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก่อนแนะนำก็ให้พูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น แม้ในสถานการณ์แบบนี้อาจจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ว่าควรจะคุยปรึกษาคนอื่นมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตัวเองมีความเครียดมากเกินไป”

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวอีกว่า “คิดว่าหลังจบเหตุการณ์โควิดจะมีผลร้ายระยะยาวต่อเนื่องในเรื่องของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่การแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองในระยะยาวหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับประชาชนเองที่ทุกคนต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพจิต และเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อเข้าใจแล้วเดินมาหาความรู้หรือเดินขอความช่วยเหลือหากเกิดปัญหา จึงจะได้ประโยชน์กลับไป “เราไม่สามารถหลีกหนีความจริงที่เกิดขึ้นอยู่ได้ แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้คือ สามารถใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นโอกาสในการกระทำบางอย่าง ให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถสร้างความสุขได้ เรื่องดีๆ เริ่มจากตนเอง สามารถทำเรื่องดีๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา คนรอบตัว สุดท้ายเราจะทำช่วงเวลาดีๆ นี้ต่อชุมชนและต่อประเทศชาติ และวันหนึ่งคุณจะมีความสุข คุณจะภาคภูมิใจในตัวเองว่าคุณเองผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างมีความสุข แล้วก็สามารถเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้”

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสุขภาพจิตได้ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมเพื่อเข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งการเข้าถึงกรมสุขภาพจิตมีหลายช่องทางทั้ง

เว็บไซต์กรมสุขภาพจิต https://www.dmh.go.th/ หรือเพจ Facebook กรมสุขภาพจิต

https://www.facebook.com/THAIDMH/ หรือสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประจำโรงพยาบาลทั่วประเทศ และโรงพยาบาลในเครือกรมสุขภาพจิต 20 แห่ง หากไม่สะดวกในการเดินทาง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทร.ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน