ผัวกู้ภัยหึงโหด ทำร้ายเมียยับ ใช้ด้ามปืนทุบหัว-ขู่ฆ่า ขนทรัพย์สินกว่า 6 แสนหนี พบประวัติเคยติดคุก-พยายามฆ่าแฟนเก่า
วันที่ 20 พ.ค. 2569 นายไกรธวัช ธรรมธาดา และนายสายชล นิตย์ขำ ผู้ช่วย สส.นนทบุรี เขต 7 พา น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 44 ปี พนักงานโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินคดีกับ นายบี (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี สามี ซึ่งเป็นอาสาสมัครกู้ภัย หลังถูกทำร้ายร่างกายและข่มขู่เอาชีวิต เหตุเกิดภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อเวลาประมาณ 00.50 น. วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน
ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องนอน เวลา 00.52 น. บันทึกเหตุการณ์ขณะทั้งสองมีปากเสียงกันเรื่องข้อความในโทรศัพท์มือถือของฝ่ายหญิง ก่อนที่ฝ่ายชายจะลงมือทำร้ายร่างกาย
ต่อมา เวลา 00.54 น. กล้องหน้าบ้านจับภาพผู้เสียหายวิ่งหนีออกจากห้องนอนเพื่อหาทางออกจากบ้าน แต่ฝ่ายชายได้ตามออกมา พร้อมใช้เลื่อยตัดกิ่งไม้แบบมีด้ามตีผู้เสียหาย
จากนั้น เวลา 01.08 น. ผู้เสียหายพยายามเปิดประตูรั้วเพื่อหลบหนี แต่พบว่าถูกล็อกไว้ ก่อนที่ฝ่ายชายจะออกไปหยิบอาวุธปืนจากรถ ผู้เสียหายจึงวิ่งขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน และถูกทำร้ายซ้ำอีกครั้ง โดยมีการใช้อาวุธปืนทุบศีรษะ ซึ่งอยู่นอกมุมกล้องวงจรปิด
ผู้เสียหายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุสามีได้หยิบโทรศัพท์มือถือของตนไปดู และพบแชตที่พูดคุยกับอดีตแฟน ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีปากเสียงกัน ก่อนจะทำร้ายร่างกาย ทั้งผลักจนตกบันได ใช้ด้ามเลื่อยตี และใช้อาวุธปืนทุบที่ใบหน้าและศีรษะจนได้รับบาดเจ็บ โดยมีพลเมืองดีและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือ
หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายตรวจสอบทรัพย์สินพบว่า สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท เงินสด 19,000 บาท โทรศัพท์มือถือ กุญแจรถ รถยนต์โตโยต้า วีออส รถตู้โตโยต้า เอกสารสำคัญ และบัตรเอทีเอ็ม รวมมูลค่ากว่า 600,000 บาท ได้หายไป จึงเข้าแจ้งความเพิ่มเติม
ด้าน น.ส.ซี (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี น้องสาวผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณ 01.18 น. ของวันเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้โทรศัพท์มาหา พร้อมพูดว่าให้มาเก็บศพพี่สาว หากไม่มาก็ปล่อยให้นอนตายอยู่ตรงนั้น ทำให้ตนตกใจและรีบเดินทางไปดูพี่สาวทันที พร้อมยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยเห็นรอยฟกช้ำตามร่างกายพี่สาวอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ทราบรายละเอียด
นายไกรธวัช และนายสายชล เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งเรื่อง ได้ประสานนักสังคมสงเคราะห์และทีมกฎหมายเข้าช่วยเหลือ พาผู้เสียหายเข้ารักษาตัวและเข้าแจ้งความ รวมถึงดูแลความปลอดภัย โดยได้พาผู้เสียหายกลับไปเก็บทรัพย์สินและข้าวของออกจากบ้าน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยหากผู้ก่อเหตุกลับมา
น.ส.เอ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ใช้ชีวิตอยู่กับสามีมานาน 4 ปี และจดทะเบียนสมรสถูกต้อง ระหว่างอยู่ด้วยกันมักถูกทำร้ายร่างกายหลายครั้ง จนคิดอยากหย่า กระทั่งคืนเกิดเหตุฝ่ายชายเห็นแชทที่ตนพูดคุยกับอดีตแฟนสมัยเด็ก ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงเพื่อนที่คอยรับฟังปัญหาชีวิต ทำให้เกิดความหึงหวงและเข้าใจว่าตนนอกใจ ก่อนจะลงมือทำร้าย
ตลอดเวลาที่อยู่กินกัน ฝ่ายชายมีพฤติกรรมหึงหวงรุนแรง ไม่ยอมให้พูดคุยกับใคร แม้ขณะทำงานก็ต้องคอยรายงานตลอดว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ต้องบอก อีกทั้งยังห้ามไม่ให้ติดต่อพูดคุยกับลูกของตน จนต้องให้ลูกไปอาศัยอยู่กับญาติ เพราะกลัวจะเกิดปัญหาในครอบครัว
สำหรับคืนเกิดเหตุ ตนได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง ทั้งแผลฉีกบริเวณจมูก ถูกใช้ด้ามปืนตีที่ใบหน้า และตกบันไดจนขาได้รับบาดเจ็บ โดยที่ผ่านมาเคยพยายามขอเลิกราหลายครั้ง แต่ถูกข่มขู่มาตลอดว่า หากตีตัวออกห่างจะถูกทำร้าย รวมถึงขู่ให้เสียงาน และโทรศัพท์ไปบอกญาติให้มาเก็บศพตน
น.ส.เอ กล่าวว่า หลังจดทะเบียนสมรส ฝ่ายชายมีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายภายในบ้านตนเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ได้ทำงานประจำ ทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะความกังวลว่าลูกและคนรอบข้างอาจได้รับอันตรายไปด้วย
หลังเกิดเหตุฝ่ายชายยังนำทรัพย์สิน ทั้งเอกสารสำคัญ โทรศัพท์ รถตู้ เงินสด และสร้อยคอทองคำ รวมมูลค่ากว่า 600,000 บาท ออกไปจากบ้าน พร้อมพกอาวุธปืนติดตัว โดยหลังถูกทำร้ายมีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือและเรียกรถพยาบาลให้ เนื่องจากมีเลือดไหลเต็มตัว
ผู้เสียหายยืนยันว่า จะดำเนินการหย่าขาดและไม่กลับไปคืนดีอีก เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย พร้อมยอมรับว่าเพิ่งทราบภายหลังว่า ฝ่ายชายเคยมีประวัติคดีพยายามฆ่าอดีตแฟนมาก่อน หลังคบหาและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง และรอผลตรวจจากแพทย์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป